จากงานวิจัยของ Forrester ผู้ซื้อมากกว่า 1 ใน 3 ระบุว่า กระบวนการซื้อแบบ B2B ยังไม่ตอบโจทย์ความคาดหวัง ขณะที่ความคาดหวังก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย 62% ต้องการประสบการณ์ที่ปรับให้เหมาะกับแต่ละรายมากขึ้น และ 45% คาดหวังประสบการณ์ดิจิทัลที่ล้ำหน้ากว่าเดิม
ผู้นำองค์กรส่วนใหญ่ตระหนักถึงเรื่องนี้อยู่แล้ว แต่โจทย์สำคัญคือการนำไปปฏิบัติ โดยต้องสร้าง B2B eCommerce Workflow ที่ขยายได้จริงและรองรับความซับซ้อนของวงจรการขายระดับองค์กรได้อย่างครบถ้วน
หลายองค์กรยังใช้เวิร์กโฟลว์แบบแยกส่วนที่เชื่อมโยงกันเพียงบางช่วง แต่เวิร์กโฟลว์ที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเมื่อใช้ระบบอัตโนมัติ ต้องเชื่อมประสบการณ์ลูกค้า การประมวลผลคำสั่งซื้อ การจัดการสต็อก และระบบหลังบ้านไว้บนแพลตฟอร์มเดียว พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพด้วยระบบอัตโนมัติและคงความยืดหยุ่นเพื่อรองรับดีลที่ซับซ้อนหรือปรับให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละราย
นี่คือสิ่งที่องค์กรต้องการจากการค้าแบบครบวงจร ได้แก่ ระบบอัตโนมัติในจุดที่สำคัญ ความยืดหยุ่นในจุดที่จำเป็น และผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ที่ผู้บริหารสามารถวัดผลได้
B2B eCommerce Workflow คืออะไร
B2B eCommerce Workflow คือชุดของขั้นตอนและกระบวนการที่รองรับธุรกรรมแบบ B2B ตั้งแต่ต้นจนจบ
Workflow คือ ลำดับงานที่กำหนดไว้อย่างชัดเจนเพื่อให้บรรลุผลลัพธ์ทางธุรกิจ เปรียบได้กับคู่มือการทำงานที่องค์กรใช้เดินจากขั้น A ไปจนถึงขั้น Z ส่วน Workflow Automation คือการใช้ซอฟต์แวร์เข้ามาทำงานเหล่านี้แทน โดยลดการแทรกแซงจากคนให้น้อยที่สุด
ในบริบทของ B2B eCommerce Workflow มักครอบคลุมหลายทีมและหลายระบบ เชื่อมประสบการณ์ฝั่งลูกค้าเข้ากับการทำงานหลังบ้าน หากออกแบบมาดี B2B Workflow จะทำงานเหมือนการวิ่งผลัด คือแต่ละขั้นจะส่งต่อไปยังขั้นถัดไป และข้อมูลไหลระหว่างระบบได้อย่างลื่นไหล เมื่อมี Automation มาช่วยในจุดส่งต่องาน ธุรกิจก็จะได้ทั้งความเร็ว ความแม่นยำ รวมถึงความสามารถในการขยายระบบ
ถ้าทำได้ถูกทาง Workflow ที่เชื่อมต่อกันจะสร้าง Visibility ที่องค์กรต้องมีเพื่อเติบโตได้อย่างมั่นใจ
ทำความเข้าใจ Workflow Automation ใน B2B eCommerce
ใน B2B eCommerce Workflow Automation สำคัญยิ่งกว่าใน B2C eCommerce ด้วยซ้ำ เพราะในโลก B2B ปริมาณงานและความซับซ้อนของกระบวนการมักสูงกว่า และความเสี่ยงจากความผิดพลาดก็สูงตามไปด้วย
Automation เข้ามาแทนงานที่ต้องทำด้วยมือ ด้วยกระบวนการที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ซึ่งทำงานได้เร็วและแม่นยำกว่า เช่น แทนที่เซลส์จะต้องพิมพ์คำสั่งซื้อลงในระบบ ERP หรือส่งอีเมลแจ้งสถานะออเดอร์ให้ลูกค้าทีละราย Workflow แบบอัตโนมัติจะจัดการสิ่งเหล่านี้ให้ทันทีอยู่เบื้องหลัง
ผลลัพธ์คือ ต้นทุนลดลง ความผิดพลาดน้อยลง และมีเวลาไปโฟกัสงานที่สร้างมูลค่าสูงกว่า เช่น การดูแลความสัมพันธ์กับลูกค้า หรือการขับเคลื่อนโปรเจกต์เชิงกลยุทธ์ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากใน B2B
องค์ประกอบหลักของ B2B eCommerce Workflow
B2B eCommerce Workflow มีหลายองค์ประกอบตามแต่ละช่วงของกระบวนการซื้อแบบ B2B โดยองค์ประกอบสำคัญมีดังนี้
- การจัดการบัญชีลูกค้าและการ Onboarding การดูแลบัญชีลูกค้าธุรกิจ ตั้งแต่การสมัครบัญชีใหม่ การอนุมัติ ไปจนถึงการตั้งค่าตามเงื่อนไขเฉพาะของลูกค้า เช่น ระดับราคาและเงื่อนไขการชำระเงิน
- การตั้งค่าราคาและแคตตาล็อกสินค้า การจัดการกฎราคาที่ซับซ้อนและรูปแบบแคตตาล็อกที่ต่างกันในแต่ละกลุ่มลูกค้า เช่น Price list เฉพาะราย ส่วนลดตามปริมาณ รวมถึงราคาตามสัญญาที่แตกต่างกันในแต่ละลูกค้าหรือแต่ละเซกเมนต์
- การประมวลผลคำสั่งซื้อและการ fulfillment การรับออเดอร์ จัดสรรสต็อก และส่งมอบสินค้า โดยส่วนนี้จะเชื่อมคำสั่งซื้อจาก eCommerce เข้ากับระบบจัดการสต็อก รวมถึงคลังสินค้าหรือระบบ fulfillment
- การชำระเงินและการออกใบแจ้งหนี้ การสร้างใบแจ้งหนี้เมื่อมีการจัดส่ง ส่งเอกสารให้ลูกค้า บันทึกการชำระเงิน และเชื่อมกับระบบบัญชีเพื่อติดตามลูกหนี้การค้า
- Workflow ด้านการคืนสินค้าและบริการหลังการขาย การจัดการคืนสินค้า เปลี่ยนสินค้า หรือกระบวนการหลังการขายอื่นๆ รวมถึงกฎการคืนสินค้าที่อาจต่างกันตามสัญญาหรือตามลูกค้าแต่ละราย
- การเชื่อมระบบและซิงก์ข้อมูล ส่วนนี้เป็นฐานของทุกอย่างด้านบน โดยเชื่อมแพลตฟอร์ม eCommerce เข้ากับระบบองค์กรอื่นๆ เช่น ซิงก์ข้อมูลลูกค้ากับระบบ CRM ข้อมูลสต็อกกับ ERP รวมถึงข้อมูลการเงินกับระบบบัญชี
แต่ละองค์ประกอบทำหน้าที่เชื่อมข้อมูลและการทำงานข้ามระบบ หาก Workflow ส่วนใดส่วนหนึ่งอ่อนแอ ทั้งกระบวนการก็จะสะดุดตามไปด้วย
ความต่างระหว่าง Workflow แบบ B2C และ B2B
B2B Workflow มักซับซ้อนกว่า B2C Workflow มาก และเมื่อดูลงรายละเอียดก็จะเห็นความต่างชัดเจนในหลายด้าน เช่น
- มีผู้ตัดสินใจหลายคน ใน B2C ผู้ซื้อคือผู้บริโภคที่ตัดสินใจซื้อได้ทันที แต่ใน B2B ผู้ซื้อทำหน้าที่แทนบริษัท และมักต้องปรึกษาหรือขออนุมัติจากคนอื่นก่อน
- ราคาและเงื่อนไขเฉพาะราย ราคาแบบ B2C มักใช้มาตรฐานเดียวกันทั้งหมด แต่ราคาแบบ B2B มักเกิดจากการเจรจาและแตกต่างกันตามลูกค้า ดังนั้น B2B Workflow ต้องรองรับ Price list หลายแบบ ส่วนลดตามปริมาณ หรือราคาตามสัญญาสำหรับลูกค้าแต่ละราย
- วงจรการขายยาวกว่า การซื้อแบบ B2C มักตรงไปตรงมา แต่กระบวนการซื้อแบบ B2B มักเริ่มจากการขอใบเสนอราคาหรือการขอข้อเสนอ (RFP) ตามด้วยการเจรจาต่อรอง และจบลงด้วยใบสั่งซื้อ ดังนั้นขั้นตอนการทำงานของ B2B จึงต้องรองรับกระบวนการตั้งแต่การเสนอราคาจนถึงการรับชำระเงินได้อย่างครบถ้วน
- ออเดอร์ซับซ้อนกว่า ออเดอร์แบบ B2B มักมีจำนวนมาก มีหลาย SKU หรือเป็นสินค้าที่ต้องคอนฟิก และอาจต้องจัดส่งไปหลายสถานที่
- การจัดการบัญชีลูกค้าและการซัพพอร์ต ลูกค้า B2C มักสร้างบัญชีแบบพื้นฐานด้วยข้อมูลส่วนตัว แต่บัญชีลูกค้า B2B ซับซ้อนกว่า เพราะอาจเป็นบัญชีของทั้งบริษัทที่มีผู้ใช้งานหลายคน และแต่ละคนมีบทบาทกับสิทธิ์การใช้งานต่างกัน
ความต่างเหล่านี้เองที่ทำให้ Workflow ด้านการอนุมัติ การตั้งราคา รวมถึง quote-to-cash เป็นจุดสำคัญที่ควรทำ Automation เป็นลำดับถัดไป
B2B Commerce Workflow ที่ธุรกิจยุคใหม่ควรมี
ไม่ใช่ทุกกระบวนการที่ควรทำ Automation ทันที เริ่มจาก Workflow ที่ส่งผลโดยตรงต่อรายได้และประสบการณ์ลูกค้าก่อน เช่น Onboarding, Quote-to-cash, Fulfillment, Returns รวมถึง Invoicing เมื่อปรับให้ดีและทำเป็นอัตโนมัติแล้ว Workflow เหล่านี้จะเปลี่ยนงานที่ซับซ้อนให้กลายเป็นระบบที่เชื่อมต่อกันและทำงานได้มีประสิทธิภาพ หัวข้อต่อไปนี้จะยกตัวอย่าง Workflow automation ที่แสดงให้เห็นว่าธุรกิจ B2B ยุคใหม่ใช้วิธีไหนในการทำงานให้ลื่นขึ้น ลดความผิดพลาด และมอบประสบการณ์การซื้อที่ดีกว่าเดิม
ขั้นตอนการเริ่มต้นใช้งานของลูกค้าและการจัดการบัญชี
การเริ่มต้นใช้งานของลูกค้าคือประตูสู่ช่องทาง B2B eCommerce ของธุรกิจ ซึ่งต่างจากการสมัครใช้งานแบบง่ายๆ ใน B2C เพราะลูกค้า B2B มักต้องกรอกข้อมูลธุรกิจ ส่งเอกสารเพื่อรับการตรวจสอบ และผ่านการอนุมัติก่อนเริ่มทำธุรกรรมบนเว็บไซต์
ขั้นตอนการเริ่มต้นใช้งานที่ดีช่วยให้ธุรกิจตรวจสอบลูกค้าได้รวดเร็ว กำหนดสิทธิ์เข้าถึงราคาและเงื่อนไขการชำระเงินได้อย่างถูกต้อง พร้อมดูแลการปฏิบัติตามข้อกำหนดและการควบคุมภายในตลอดกระบวนการ
การดำเนินการด้วยตนเองรองรับการเติบโตได้ยาก และมักทำให้เกิดความล่าช้าหรือเสียโอกาสจากลูกค้าที่สนใจ การเปลี่ยนขั้นตอนเหล่านี้ให้เป็นระบบอัตโนมัติจะช่วยให้กระบวนการรวดเร็วขึ้น และเปิดโอกาสให้ทีมทุ่มเทกับงานที่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิดมากกว่า
ตัวอย่างเช่น Shopify Forms ซึ่งรวมอยู่ใน Shopify Plus ช่วยให้ธุรกิจเพิ่มแบบฟอร์มขอเปิดบัญชี เพื่อให้ลูกค้าที่ผ่านการอนุมัติเริ่มสั่งซื้อได้ทันที
แนวคิดเดียวกันนี้ใช้ได้กับการจัดการบัญชีลูกค้าในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการอัปเดตข้อมูลบัญชี การเพิ่มผู้ใช้ใหม่ในบัญชีบริษัท หรือการเปลี่ยนระดับราคาของลูกค้า โดยระบบอัตโนมัติสามารถช่วยได้ เช่น
- อนุมัติบัญชีที่ผ่านเกณฑ์โดยอัตโนมัติ พร้อมกำหนดรายการราคาหรือเงื่อนไขการชำระเงิน
- แจ้งผู้ดูแลบัญชีเมื่อลูกค้ารายสำคัญไม่ได้สั่งซื้อนานกว่า 90 วัน
- ปรับระดับลูกค้าโดยอัตโนมัติเมื่อยอดใช้จ่ายต่อปีเกินเกณฑ์ที่กำหนด
เมื่อปรับการเริ่มต้นใช้งานและการจัดการบัญชีให้เป็นระบบอัตโนมัติ ทีมจะมีเวลาดูแลความสัมพันธ์ที่มีมูลค่าสูง แทนที่จะจมอยู่กับงานธุรการซ้ำๆ
ขั้นตอนการทำงานแบบ Quote-to-cash
Quote-to-cash คือกระบวนการตั้งแต่ลูกค้าขอใบเสนอราคาไปจนถึงผู้ขายได้รับชำระเงินสำหรับคำสั่งซื้อนั้น ถือเป็นขั้นตอนการทำงานหลักของ B2B eCommerce เพราะครอบคลุมวงจรการขายทั้งหมด ซึ่งมักใช้เวลานานและมีความซับซ้อน โดยมีขั้นตอนสำคัญดังนี้
- การออกใบเสนอราคา ในการขายแบบ B2B ลูกค้ามักต้องการใบเสนอราคาอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะสำหรับคำสั่งซื้อขนาดใหญ่หรือสินค้าที่ปรับแต่งตามความต้องการ เมื่อใช้ระบบอัตโนมัติ ทันทีที่ผู้ซื้อคลิก “Request a Quote” ระบบจะสร้างร่างใบเสนอราคาโดยอ้างอิงจากกฎที่กำหนดไว้ล่วงหน้าและข้อตกลงด้านราคาของลูกค้ารายนั้น
- การเปลี่ยนใบเสนอราคาเป็นคำสั่งซื้อ เมื่อลูกค้ายอมรับใบเสนอราคา ระบบจะเปลี่ยนใบเสนอราคาเป็นคำสั่งซื้อโดยอัตโนมัติ
- การดำเนินการตามคำสั่งซื้อ คำสั่งซื้อจะเข้าสู่กระบวนการตามปกติ เช่น การหยิบสินค้า การบรรจุ และการจัดส่ง จากนั้นระบบจะเริ่มขั้นตอนถัดไปโดยอัตโนมัติ
- การออกใบแจ้งหนี้ หลังจัดส่ง ผู้ขายอาจต้องส่งใบแจ้งหนี้ให้ลูกค้า โดยเฉพาะคำสั่งซื้อที่มีเงื่อนไขเครดิต ระบบ Quote-to-cash สามารถสร้างใบแจ้งหนี้และส่งอีเมลถึงผู้ติดต่อฝ่ายบัญชีเจ้าหนี้ของลูกค้าได้โดยอัตโนมัติ
- การรับชำระเงิน เมื่อได้รับชำระเงินแล้ว ระบบจะบันทึกรายการและกระทบยอดโดยอัตโนมัติ
ระบบอัตโนมัติช่วยลดระยะเวลาของวงจรการขายและลดข้อผิดพลาด ตัวอย่างเช่น Future Glass ย้ายมาใช้ Shopify แล้วสามารถลดเวลาในการจัดทำใบเสนอราคาได้ 80% พร้อมเพิ่มยอดขาย B2B ได้ถึง 340%
ขั้นตอนการจัดการสต็อกและคำสั่งซื้อ
เมื่อมีคำสั่งซื้อเข้ามาแล้ว ความสำคัญจะเปลี่ยนไปอยู่ที่การส่งมอบสินค้า ขั้นตอนการจัดการสต็อกและคำสั่งซื้อช่วยให้มั่นใจว่า สินค้าที่ถูกต้องมีพร้อมสำหรับการขาย ได้รับการหยิบ บรรจุ และจัดส่งถึงลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับ B2B ขั้นตอนเหล่านี้อาจซับซ้อนขึ้นจากคำสั่งซื้อขนาดใหญ่ การมีคลังสินค้าหลายแห่ง หรือข้อกำหนดด้านการจัดส่งเฉพาะทาง ระบบอัตโนมัติและการเชื่อมต่อระบบจึงมีความสำคัญอย่างมาก โดยแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ระบบจัดการสต็อก และระบบจัดการคำสั่งซื้อควรทำงานสอดประสานกัน
ขั้นตอนการทำงานที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้งานสำคัญเป็นไปโดยอัตโนมัติ เช่น การจองสต็อกแบบเรียลไทม์ การจัดสรรคำสั่งซื้อไปยังคลังสินค้า และการกำหนดกฎการจัดส่ง เพื่อให้ทุกคำสั่งซื้อดำเนินไปตั้งแต่การสั่งซื้อจนถึงการส่งมอบได้อย่างราบรื่น
The Bike and Outdoor Company เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า ขั้นตอนการทำงานที่เชื่อมต่อกันช่วยสร้างประสบการณ์การค้าแบบครบวงจรได้อย่างไร แบรนด์นี้มีร้านค้าปลีก 49 แห่งและแคตตาล็อกออนไลน์ขนาดใหญ่ จึงเชื่อมทุกสาขาเข้ากับร้านค้าออนไลน์ พร้อมซิงก์ข้อมูลสินค้าและสต็อกที่ซับซ้อนบน Shopify ส่งผลให้บริษัทลดต้นทุนรายเดือนได้ 60% และปรับปรุงกระบวนการภายในได้อย่างมาก
การจัดการสต็อกแบบครบวงจรช่วยลดปัญหาการขายสินค้าเกินจำนวนในสต็อก เพิ่มความแม่นยำ และมอบประสบการณ์ที่สม่ำเสมอแก่ลูกค้าทั้งทางออนไลน์และหน้าร้าน
Workflow ด้านการคืนและเปลี่ยนสินค้า
การคืนสินค้าแบบ B2B มักซับซ้อนกว่า B2C เพราะมีเงื่อนไขที่ต่อรองกันไว้หรือมีความเฉพาะของสินค้า ผู้ขาย B2B หลายรายมีนโยบายคืนสินค้าที่ต่างกันตามลูกค้าหรือตามหมวดสินค้า ดังนั้น Workflow การคืนสินค้าแบบอัตโนมัติจะช่วยจัดการเคสเหล่านี้อย่างเป็นระบบ และป้องกันไม่ให้การคืนสินค้ากลายเป็นความวุ่นวายจากอีเมลจำนวนมากหรือเครดิตโน้ตที่ตกหล่น
Workflow ด้านการคืนและเปลี่ยนสินค้าใน B2B ควรทำให้ลื่นที่สุดทั้งฝั่งลูกค้าและทีมภายใน เมื่อทำ Workflow นี้ให้เป็นอัตโนมัติและเชื่อมกับระบบสต็อกและการเงิน ก็จะลดคอขวดที่พบบ่อยได้ เช่น คำขอคืนสินค้าหาย การออกเครดิตล่าช้า หรือข้อโต้แย้งว่าสินค้าใดถูกส่งคืนจริง
ขั้นตอนการชำระเงินและการออกใบแจ้งหนี้
ธุรกรรม B2B จำนวนมากเกี่ยวข้องกับใบแจ้งหนี้ เงื่อนไขเครดิต ใบสั่งซื้อ และวงเงินเครดิต ขั้นตอนการชำระเงินและการออกใบแจ้งหนี้ที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้กระบวนการทางการเงินเป็นไปโดยอัตโนมัติ ทำให้ธุรกิจได้รับชำระเงินอย่างถูกต้องและตรงเวลา พร้อมลดงานที่ทีมการเงินต้องดำเนินการด้วยตนเอง นอกจากนี้ ยังช่วยยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าด้วยกระบวนการชำระเงินที่สะดวกและชัดเจนยิ่งขึ้น
ลองนึกถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นหากขั้นตอนเหล่านี้ยังไม่เป็นระบบอัตโนมัติ เช่น ทีมการเงินต้องจัดทำใบแจ้งหนี้เองและอาจลืมติดตามยอดค้างชำระ หรือทีมขายไม่ทราบว่าลูกค้าชำระเงินแล้วหรือยัง จึงเผลอรับคำสั่งซื้อใหม่จากบัญชีที่ยังมียอดค้างอยู่ รวมถึงข้อผิดพลาดอื่นๆ ที่เกิดจากการทำงานด้วยตนเอง
ระบบอัตโนมัติช่วยจัดระเบียบกระบวนการ เพิ่มความโปร่งใส และทำให้ลูกค้าได้รับใบแจ้งหนี้และการแจ้งเตือนตรงเวลา
ประสบการณ์ของ Allied Medical แสดงให้เห็นถึงคุณค่าของขั้นตอนการทำงานแบบ B2B ที่ราบรื่น เมื่อเปิดให้ลูกค้าธุรกิจเข้าถึงราคา ประวัติคำสั่งซื้อ และส่วนลดสำหรับการซื้อจำนวนมากได้ง่ายขึ้น บริษัทก็สามารถยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานได้อย่างชัดเจน หลังย้ายมาใช้ Shopify Allied Medical ลดอัตราการละทิ้งตะกร้าสินค้าจาก 33.2% เหลือ 14.9% และลดเวลาที่ใช้กับงานหลังบ้านได้ 40% สะท้อนให้เห็นว่า ขั้นตอนการทำงานที่เชื่อมต่อกันช่วยเพิ่มทั้งประสิทธิภาพและความสามารถในการทำกำไร
กำลังมองหาแพ็กเกจ Shopify ระดับองค์กรที่รองรับการเติบโตในระยะยาวอยู่ใช่ไหม
พูดคุยกับทีมขายได้เลยวันนี้การสร้าง B2B Workflow แบบอัตโนมัติ
การนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในระดับองค์กรอาจดูเป็นเรื่องใหญ่ แต่ทุกขั้นตอนการทำงานอัตโนมัติล้วนเริ่มจากเหตุการณ์กระตุ้นเพียง 1 จุด หากวางโครงสร้างการทำงานไว้อย่างเหมาะสม การจัดการก็จะง่ายขึ้นมาก
เลือกกระบวนการที่จะทำให้เป็นอัตโนมัติก่อน
เริ่มจากจัดลำดับความสำคัญของงานที่ต้องทำซ้ำบ่อย ใช้เวลามาก และมีปริมาณสูง เพราะงานเหล่านี้เหมาะสำหรับนำมาทำให้เป็นอัตโนมัติก่อน
ลองรวบรวมรายการงานที่ทีมต้องทำเป็นประจำ งานเหล่านี้มักสร้างผลลัพธ์ที่เห็นได้อย่างรวดเร็ว เช่น การกรอกคำสั่งซื้อลงในระบบ ERP ด้วยตนเอง การส่งอีเมลประจำอย่างอีเมลยืนยันคำสั่งซื้อและข้อมูลติดตามพัสดุ หรือการจัดทำรายงานประจำสัปดาห์ สำหรับธุรกิจ B2B รายการนี้อาจรวมถึงการสร้างใบเสนอราคา การบันทึกคำสั่งซื้อ การอัปเดตสต็อก และการแบ่งกลุ่มลูกค้า
อย่าลืมพิจารณาความพยายามที่ต้องใช้เทียบกับผลลัพธ์ที่จะได้รับ บางครั้งการเริ่มจากระบบอัตโนมัติขนาดเล็กที่นำไปใช้ได้ง่าย ก็เป็นวิธีที่ดีในการสร้างความมั่นใจและการยอมรับภายในองค์กร ก่อนขยายไปสู่การทำงานอัตโนมัติในวงกว้างต่อไป
การวางผังกระบวนการทำงานและการออกแบบ
ขั้นต่อไปคือการวางผังกระบวนการทำงาน โดยสร้างภาพหรือแบบจำลองทีละขั้นว่า บุคคลหรือระบบใดต้องทำอะไร ตามลำดับใด และมีจุดตัดสินใจหรือทางแยกตรงไหนบ้าง ขั้นตอนการออกแบบนี้ช่วยให้เข้าใจกระบวนการได้อย่างครบถ้วน และกำหนดตรรกะของระบบอัตโนมัติได้อย่างถูกต้อง
เริ่มจากบันทึกกระบวนการปัจจุบันตามที่เป็นอยู่ แม้บางส่วนจะยังดำเนินการด้วยตนเองก็ตาม เขียนทุกขั้นตอนออกมา ระบุจุดที่ต้องตัดสินใจ พร้อมบันทึกข้อมูลที่จำเป็นในแต่ละขั้นตอนและแหล่งที่มาของข้อมูลนั้น
จากนั้นจึงออกแบบกระบวนการอัตโนมัติ โดยจับคู่แต่ละขั้นตอนกับเหตุการณ์กระตุ้นและการดำเนินการของซอฟต์แวร์ การวางผังจะง่ายขึ้นเมื่อแบ่งองค์ประกอบออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ เหตุการณ์ เงื่อนไข และการดำเนินการ
- เหตุการณ์ อะไรคือจุดที่ทำให้ขั้นตอนการทำงานเริ่มต้นขึ้น
- เงื่อนไข หลังจากนั้นต้องมีการตรวจสอบหรือตัดสินใจอะไรบ้าง
- การดำเนินการ ระบบต้องทำอะไรต่อเมื่อเป็นไปตามเงื่อนไข
การแยกองค์ประกอบเหล่านี้ให้ชัดเจนช่วยลดโอกาสพลาดขั้นตอนหรือลำดับการทำงาน หากกระบวนการมีหลายทางแยก ก็ควรวาดเส้นทางทั้งหมดไว้ในแผนผัง เพราะการพบปัญหาในขั้นตอนการออกแบบย่อมดีกว่าพบหลังจากสร้างระบบเสร็จและเริ่มใช้งานจริง
จุดเชื่อมต่อระหว่างระบบและการไหลของข้อมูล
หัวใจสำคัญอย่างหนึ่งของการทำ B2B Workflow ให้เป็นอัตโนมัติคือการเชื่อมระบบต่างๆ เพื่อให้แลกเปลี่ยนข้อมูลและกระตุ้นการทำงานระหว่างกันได้ เนื่องจากแทบไม่มีระบบใดที่ดูแลทุกกระบวนการได้ตั้งแต่ต้นจนจบ จุดเชื่อมต่อเหล่านี้จึงช่วยให้ขั้นตอนการทำงานดำเนินต่อเนื่อง และส่งข้อมูลจากระบบหนึ่งไปยังอีกระบบหนึ่งได้โดยไม่ล่าช้าหรือเกิดข้อผิดพลาด
เริ่มจากระบุว่ามีระบบใดเกี่ยวข้องกับแต่ละขั้นตอนการทำงานบ้าง และต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลใดระหว่างกัน จากนั้นจึงพิจารณาวิธีเชื่อมต่อว่าจะเชื่อมโดยตรงหรือผ่านระบบตัวกลาง ปัจจุบันหลายระบบใช้ API เพื่อรับส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์ เช่น Shopify มี API ที่ช่วยส่งคำสั่งซื้อไปยังระบบ ERP อย่าง NetSuite หรือ SAP ได้
ตัวอย่างที่ช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้นคือ Busy Bee Tools ซึ่งลดระยะเวลาดำเนินการตามคำสั่งซื้อจาก 36 ชั่วโมงเหลือเพียง 4 ชั่วโมง ด้วยการเชื่อม Shopify เข้ากับระบบ ERP ของบริษัท
กลยุทธ์การทดสอบและการปรับปรุง
หลังสร้าง Workflow และ Integration เสร็จแล้ว ควรทดสอบอย่างละเอียดก่อนนำไปใช้จริง การทดสอบช่วยยืนยันว่า Automation ทำงานได้ตรงตามที่ออกแบบไว้ และไม่ก่อให้เกิดผลกระทบที่ไม่คาดคิด เมื่อเริ่มใช้งานจริงแล้ว ก็ควรติดตามและปรับปรุงอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด
ระหว่างการทดสอบ ให้ใส่ใจเรื่องประสิทธิภาพเป็นพิเศษ เช่น Workflow ทำงานเร็วแค่ไหน มีส่วนใดทำให้เกิดความล่าช้าหรือไม่ มีกระบวนการใดเป็นคอขวดหรือเปล่า รวมถึงควรจำลองสถานการณ์ที่มีปริมาณงานสูง เพื่อให้มั่นใจว่าระบบรองรับการขยายตัวได้อย่างราบรื่น
การเชื่อม B2B Workflow เข้ากับระบบธุรกิจ
B2B Workflow ระดับองค์กรไม่ได้ทำงานแบบแยกเดี่ยว หากต้องการให้มีประสิทธิภาพและสร้างผลลัพธ์ได้จริง Workflow ของ B2B ต้องเชื่อมเข้ากับโครงสร้างเทคโนโลยีของบริษัทอย่างราบรื่น
Workflow การเชื่อมกับ ERP
สำหรับองค์กรส่วนใหญ่ ระบบ ERP คือแหล่งข้อมูลหลักด้านสต็อก คำสั่งซื้อ ราคา และบัญชีลูกค้า ดังนั้นการเชื่อม B2B eCommerce Workflow เข้ากับ ERP จึงมักเป็นเรื่องแรกที่ต้องทำ เพราะ Workflow การเชื่อม ERP ที่ดีจะช่วยให้ทุกคำสั่งซื้อ การเปลี่ยนแปลงสต็อก และการอัปเดตข้อมูลลูกค้าซิงก์กันแบบเรียลไทม์โดยไม่กระทบต่อความแม่นยำ
เมื่อเชื่อมต่อระบบได้ดี ผู้ซื้อจะเห็นจำนวนสินค้าคงเหลือจริง ราคาที่ตกลงไว้ และสถานะคำสั่งซื้อผ่านหน้าร้านออนไลน์ที่ใช้งานง่าย
การซิงก์กับ CRM
ระบบ CRM คือพื้นที่ที่ทีมขายและทีมดูแลบัญชีลูกค้าใช้ติดตามลีด โอกาสทางการขาย และปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า การซิงก์ B2B eCommerce Workflow เข้ากับ CRM ช่วยให้ทั้ง 2 ระบบเห็นข้อมูลลูกค้าชุดเดียวกัน ซึ่งสำคัญอย่างมากต่อการให้บริการเฉพาะบุคคล และช่วยให้ทีมขายทราบว่าลูกค้ากำลังทำอะไรอยู่บนช่องทางอีคอมเมิร์ซ
การซิงก์ CRM ช่วยให้ทีมขายและทีมสนับสนุนมองเห็นข้อมูลได้ชัดเจนขึ้น เช่น ตัวแทนขายจะไม่โทรหาลูกค้าเพื่อสอบถามเรื่องคำสั่งซื้อ แล้วมาทราบภายหลังว่าลูกค้าเพิ่งสั่งซื้อทางออนไลน์ไปเมื่อวาน เพราะข้อมูลได้รับการซิงก์ไว้แล้ว ทีมจึงเปลี่ยนจากการโทรไปสอบถามเป็นการโทรไปขอบคุณหรือเสนอความช่วยเหลือแทนได้
การไหลของข้อมูลที่เชื่อมโยงกันนี้ช่วยสร้างประสบการณ์ที่สม่ำเสมอ ไม่ว่าผู้ซื้อจะเข้าสู่ระบบเพื่อสั่งซื้อทางออนไลน์หรือทำงานกับผู้ดูแลบัญชีโดยตรง
การเชื่อมกับระบบบัญชี
การเชื่อม B2B Workflow เข้ากับระบบบัญชีก็เป็นอีกจุดสำคัญของการเชื่อมระบบธุรกิจ แม้ ERP มักครอบคลุมเรื่องนี้ได้มาก แต่บางธุรกิจก็ยังใช้ซอฟต์แวร์บัญชีเฉพาะทาง เช่น QuickBooks หรือ Xero ควบคู่กับ ERP หลัก แม้จะใช้ ERP แบบครบวงจรอยู่แล้ว ก็ยังจำเป็นต้องตรวจสอบให้มั่นใจว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนอีคอมเมิร์ซได้รับการบันทึกลงในระบบการเงินอย่างถูกต้อง เพื่อให้การทำบัญชีและรายงานทางการเงินมีความแม่นยำ
ประโยชน์หลักคือความถูกต้องและประสิทธิภาพของการรายงานทางการเงิน Integration และ Automation ช่วยให้รายการที่จำเป็นได้รับการบันทึกเข้าสู่ระบบบัญชีโดยอัตโนมัติทันทีที่คำสั่งซื้อเสร็จสมบูรณ์และมีการชำระเงิน ทำให้ทีมการเงินปิดงบได้เร็วขึ้น โดยไม่ต้องตามหาใบแจ้งหนี้ที่หายไปหรือกระทบยอดเงินฝากด้วยตนเอง นอกจากนี้ Workflow บัญชีแบบอัตโนมัติยังช่วยลดข้อผิดพลาด เช่น ใบแจ้งหนี้ไม่ได้รับการบันทึกจนทำให้รายได้ต่ำกว่าความเป็นจริง หรือได้รับชำระเงินแล้วแต่ยังไม่ได้ตัดยอด จนทำให้บัญชีลูกหนี้ยังแสดงยอดค้างอยู่ทั้งที่ชำระเรียบร้อยแล้ว
การเชื่อมกับระบบจัดการคลังสินค้า
สำหรับบริษัทที่ดำเนินงานเกี่ยวกับสินค้าจริงในปริมาณมาก การเชื่อมกับระบบจัดการคลังสินค้าหรือ WMS เป็นเรื่องสำคัญต่อการดำเนินการตามคำสั่งซื้ออย่างมีประสิทธิภาพ ผลลัพธ์หลักของการเชื่อมต่อคลังสินค้าที่ดีคือความรวดเร็วและความแม่นยำ คำสั่งซื้อจะถูกจัดส่งได้เร็วขึ้น เพราะทันทีที่มีการสั่งซื้อ ข้อมูลก็จะส่งถึงทีมที่รับผิดชอบการหยิบและบรรจุสินค้า
ความแม่นยำก็ดีขึ้นเช่นกัน เพราะไม่ต้องป้อนข้อมูลคำสั่งซื้อซ้ำด้วยตนเอง Workflow แบบอัตโนมัติช่วยให้รายละเอียดคำสั่งซื้อของลูกค้าปรากฏในรายการหยิบสินค้าอย่างถูกต้อง จึงลดข้อผิดพลาดในการหยิบสินค้า หากคลังพบข้อมูลที่ไม่ตรงกัน ระบบที่เชื่อมต่อกันก็สามารถแจ้งเตือนได้ทันที พร้อมปรับสต็อกหรือแจ้งทีมจัดซื้อได้อย่างต่อเนื่อง
ระหว่างประเมินวิธีเชื่อมต่อระบบต่างๆ อย่าลืมเลือกแพลตฟอร์ม B2B eCommerce ที่เหมาะสม ซึ่งรองรับทั้งการเชื่อมต่อที่ราบรื่นและการขยายระบบในระยะยาว
ฟีเจอร์ขั้นสูงของ B2B Workflow
เมื่อมี Workflow พื้นฐานและ Integration ที่จำเป็นครบแล้ว ก็สามารถยกระดับการทำงานของ B2B eCommerce ด้วยฟีเจอร์ Workflow ขั้นสูงได้ ฟีเจอร์เหล่านี้ออกแบบมาเพื่อรองรับสถานการณ์ที่ซับซ้อนและความต้องการเฉพาะของอีคอมเมิร์ซระดับองค์กร
กระบวนการอนุมัติหลายระดับ
ในหลายธุรกิจ โดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่ การสั่งซื้อจำเป็นต้องได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจระดับสูง 1 คนขึ้นไปก่อนจึงจะดำเนินการได้ เช่น ผู้จัดการอาจต้องอนุมัติคำสั่งซื้อที่มียอดเกินเกณฑ์ หรือผู้อำนวยการฝ่ายจัดซื้ออาจต้องลงนามอนุมัติการซื้อจากผู้ขายรายใหม่ทุกครั้ง
Workflow การอนุมัติหลายระดับใน B2B eCommerce ช่วยให้การอนุมัติเกิดขึ้นภายในระบบโดยตรง กระบวนการอนุมัติด้วยตนเองมักทำให้ทุกอย่างล่าช้าและเสี่ยงต่อข้อผิดพลาด แต่ Workflow อัตโนมัติช่วยให้มั่นใจว่าไม่มีคำสั่งซื้อใดดำเนินต่อโดยไม่ได้รับอนุมัติอย่างถูกต้อง และเมื่อได้รับอนุมัติแล้ว คำสั่งซื้อก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการประมวลผลทันที
ในมุมของผู้ขาย การรองรับ Workflow ลักษณะนี้อาจกลายเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขัน หากแพลตฟอร์มช่วยให้ลูกค้าจัดการการควบคุมภายในได้ง่ายขึ้น ลูกค้าก็มีแนวโน้มที่จะเลือกใช้งานมากขึ้น ตัวอย่างเช่น Shopify B2B รองรับโปรไฟล์บริษัทที่มีผู้ซื้อหลายคนและกำหนดระดับสิทธิ์แยกกันได้ เพื่อรองรับโครงสร้างการอนุมัติลักษณะนี้
Workflow ด้านราคาและส่วนลดแบบกำหนดเอง
การตั้งราคาใน B2B อาจซับซ้อนมาก เพราะลูกค้าแต่ละรายมักมีราคาที่ต่อรองไว้ ส่วนลดตามปริมาณ ราคาตามสัญญาสำหรับ SKU เฉพาะ โปรโมชันแบบจำกัดเวลาสำหรับลูกค้าบางกลุ่ม รวมถึงเงื่อนไขอื่นๆ อีกมาก การขยาย Workflow ด้านราคาและส่วนลดแบบกำหนดเองให้รองรับการใช้งานในวงกว้าง จึงต้องอาศัยระบบอัตโนมัติในการใช้และดูแลราคาพิเศษเหล่านี้ เพื่อให้ลูกค้าแต่ละรายเห็นราคาที่ถูกต้องเสมอ โดยไม่ต้องปรับราคาด้วยตนเอง
ประโยชน์ของการกำหนดราคาเฉพาะรายแบบอัตโนมัติ ได้แก่
- ไม่ต้องปรับราคาด้วยตนเอง
- ราคาเป็นไปในทิศทางเดียวกันทุกช่องทาง
- ทีมขายประหยัดเวลา
- การออกใบแจ้งหนี้แม่นยำขึ้น
- ปรับกลยุทธ์ราคาได้อย่างคล่องตัว
ความท้าทายอย่างหนึ่งของการกำหนดราคาเฉพาะรายคือการดูแลข้อมูลจำนวนมาก หากมี SKU หลายพันรายการและราคาพิเศษจำนวนมาก ก็มักต้องมีระบบที่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการจัดการข้อมูลเหล่านี้และส่งต่อไปยังเว็บไซต์อย่างถูกต้อง
เมื่อ Lull ย้ายมาใช้ Shopify บริษัทได้รวมช่องทางการขายผ่านโซเชียลคอมเมิร์ซ มาร์เก็ตเพลส และการขายตรงไว้ด้วยกัน ทำให้ลูกค้าเข้าถึงราคาเฉพาะรายและสั่งซื้อได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ระบบสั่งซื้อซ้ำอัตโนมัติ
B2B eCommerce มักมีคำสั่งซื้อซ้ำเป็นประจำ ระบบสั่งซื้อซ้ำอัตโนมัติช่วยให้การซื้อซ้ำเกิดขึ้นได้โดยใช้เวลาและแรงน้อยที่สุด ทำให้ลูกค้ามีสินค้าเพียงพออยู่เสมอ ขณะที่ผู้ขายก็รักษายอดขายให้สม่ำเสมอได้
การสั่งซื้อซ้ำแบบอัตโนมัติเป็นประโยชน์ต่อทั้ง 2 ฝ่าย ลูกค้าลดโอกาสที่สินค้าจะหมดสต็อกและประหยัดเวลา ส่วนผู้ขายก็รักษาความภักดีของลูกค้าและคาดการณ์รายได้ได้แม่นยำขึ้น
อีกประเด็นที่ควรพิจารณาคือการแข่งขัน หากไม่มีระบบสั่งซื้อซ้ำที่สะดวกเพียงพอ ลูกค้าอาจย้ายไปหาผู้ขายรายอื่นที่ทำได้ดีกว่า เพราะช่วยลดต้นทุนด้านการจัดซื้อได้ ระบบสั่งซื้อซ้ำอัตโนมัติที่ออกแบบมาอย่างดีจึงช่วยสร้างความภักดีได้จริง เมื่อมีการตั้งรายการสั่งซื้อประจำไว้แล้ว ความสัมพันธ์ทางธุรกิจก็มักดำเนินต่อได้ง่ายขึ้น
การปฏิบัติตามข้อกำหนดและประวัติการตรวจสอบ
องค์กรต้องดำเนินงานภายใต้ข้อกำหนดที่หลากหลาย การมีประวัติการตรวจสอบและบังคับใช้ข้อกำหนดผ่าน Workflow จึงเป็นองค์ประกอบขั้นสูงที่สำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในระบบ B2B eCommerce
ข้อได้เปรียบหลักของการฝังข้อกำหนดไว้ใน Workflow คือช่วยลดความเสี่ยงจากความผิดพลาดของมนุษย์หรือการจงใจข้ามขั้นตอน Workflow อัตโนมัติจะไม่ลืมขั้นตอน และยังมีหลักฐานยืนยันว่าทุกขั้นตอนดำเนินการอย่างถูกต้อง ซึ่งช่วยป้องกันปัญหาทางกฎหมาย ค่าปรับ หรือความเสียหายต่อชื่อเสียง
นอกจากนี้ หากลูกค้าโต้แย้งเกี่ยวกับคำสั่งซื้อ หรือมีการตรวจสอบภายในเกี่ยวกับส่วนลดมูลค่าสูง บันทึกของ Workflow จะแสดงได้อย่างชัดเจนว่า การอนุมัติเกิดขึ้นเมื่อใดและดำเนินการอย่างไร หากไม่มีระบบอัตโนมัติ การรวบรวมหลักฐานเหล่านี้อาจกลายเป็นการไล่ค้นอีเมลและบันทึกจำนวนมาก ซึ่งทั้งใช้เวลาและมีต้นทุนสูง
การวัดประสิทธิภาพของ B2B Workflow
การสร้าง ปรับปรุง และทำ B2B Workflow ให้เป็นอัตโนมัติต้องใช้แรงไม่น้อย แต่โครงการเหล่านี้ไม่ใช่งานที่ทำครั้งเดียวแล้วจบ การวัดประสิทธิภาพช่วยให้เห็นความคุ้มค่าของการลงทุน และชี้ให้เห็นจุดที่ยังพัฒนาต่อได้ เมื่อเลือกติดตามตัวชี้วัดที่เหมาะสม ก็จะสามารถตัดสินใจจากข้อมูลจริงและปรับ B2B eCommerce Workflow ให้ดีขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง
ตัวชี้วัดสำคัญ
การเลือก KPI ที่เหมาะสมจะช่วยวัดได้อย่างชัดเจนว่า Workflow ทำงานได้ดีแค่ไหน KPI สำคัญสำหรับ B2B eCommerce Workflow มีดังนี้
- ระยะเวลาประมวลผลออเดอร์ วัดว่าออเดอร์ใช้เวลานานแค่ไหนตั้งแต่สั่งซื้อจนถึงการดำเนินการตามคำสั่งซื้อหรือการจัดส่ง
- ความแม่นยำของออเดอร์หรืออัตราความผิดพลาด ติดตามว่าออเดอร์จำนวนเท่าไรได้รับการประมวลผลโดยไม่มีข้อผิดพลาดหรือข้อยกเว้น เช่น ราคาผิด ส่งสินค้าผิด หรือซิงก์ข้อมูลไม่สำเร็จ
- ระยะเวลาวงจรการอนุมัติ วัดเวลาเฉลี่ยตั้งแต่ส่งออเดอร์จนถึงการอนุมัติขั้นสุดท้าย ช่วยให้เห็นว่ากระบวนการอนุมัติหลายระดับมีประสิทธิภาพหรือมีผู้อนุมัติบางจุดที่ทำให้เกิดความล่าช้า
- ระยะเวลาการออกใบเสนอราคา วัดว่าระบบสร้างและเปลี่ยนใบเสนอราคาเป็นออเดอร์ในกระบวนการ Quote-to-cash ได้เร็วแค่ไหน
- อัตราคอนเวิร์ตของใบเสนอราคาและการสั่งซื้อซ้ำ ติดตามว่าใบเสนอราคาจำนวนเท่าไรเปลี่ยนเป็นออเดอร์ และการแจ้งเตือนให้สั่งซื้อซ้ำช่วยให้เกิดออเดอร์ได้บ่อยแค่ไหน
- อัตราการซื้อซ้ำ วัดว่าลูกค้ากลับมาสั่งซื้อซ้ำในสัดส่วนเท่าไร
- การประหยัดต้นทุน สะท้อนจำนวนชั่วโมงทำงานที่ลดลง หรือจำนวนบุคลากรที่ไม่จำเป็นต้องเพิ่ม
ควรเปรียบเทียบ KPI เหล่านี้กับตัวเลขพื้นฐานก่อนนำระบบอัตโนมัติมาใช้ เพื่อให้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน และหากเป็นไปได้ ควรแยกดูตามกลุ่มด้วย เช่น ลูกค้าใหม่อาจเริ่มต้นใช้งานได้เร็วขึ้น ขณะที่ลูกค้ารายเล็กอาจมีพฤติกรรมต่างจากลูกค้ารายใหญ่
วิธีคำนวณ ROI
การคำนวณผลตอบแทนจากการลงทุนของโครงการ Workflow ช่วยยืนยันความคุ้มค่าของงบประมาณ และใช้เป็นแนวทางสำหรับการลงทุนครั้งต่อไป วิธีคิด ROI ทำได้โดยประเมินประโยชน์ที่ได้รับแล้วเปรียบเทียบกับต้นทุนที่จ่ายไป โดยมีขั้นตอนพื้นฐานดังนี้
- ระบุการประหยัดต้นทุน คำนวณว่าระบบอัตโนมัติช่วยประหยัดเงินหรือเวลาได้เท่าไร เช่น หากการประมวลผลออเดอร์ด้วยตนเองแต่ละรายการมีต้นทุนแรงงาน X บาท และมีออเดอร์ปีละ Y รายการ ระบบอัตโนมัติอาจลดต้นทุนส่วนนั้นลงได้ Z%
- คำนึงถึงต้นทุนจากความผิดพลาดที่ลดลง เมื่อความผิดพลาดน้อยลง ก็อาจมีค่าขนส่งคืนสินค้าหรือเครดิตที่ต้องออกน้อยลง จึงควรประเมินผลกระทบทางการเงินส่วนนี้ด้วย
- ระบุรายได้ที่เพิ่มขึ้น หากอัตราคอนเวิร์ตสูงขึ้น ก็ควรเชื่อมโยงกับยอดขายจริง หากอัตราการสั่งซื้อซ้ำเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ก็สามารถประเมินยอดขายที่เพิ่มขึ้นจากการซื้อซ้ำเหล่านั้นได้ และหากทีมขายมีเวลาไปขายมากขึ้นแทนการป้อนข้อมูล ก็อาจหาลูกค้าใหม่ได้มากขึ้นหรือเสนอขายเพิ่มได้ดีขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้ทางอ้อม
- รวมประโยชน์ที่วัดเป็นตัวเงินได้ยาก ระยะเวลาดำเนินการที่สั้นลงและการปฏิบัติตามข้อกำหนดที่ดีขึ้นก็มีมูลค่า แม้จะวัดเป็นตัวเงินโดยตรงได้ยาก
- คำนวณต้นทุนทั้งหมด รวมค่าใช้จ่ายในการลงทุนทั้งหมด เช่น ค่าสมัครใช้ซอฟต์แวร์หรือค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ค่าพัฒนา Workflow เวลาในการฝึกอบรมพนักงานให้ปรับตัวเข้ากับกระบวนการใหม่ รวมถึงค่าบำรุงรักษา
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ควรให้ความสำคัญกับการหาต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของหรือ TCO เพื่อให้มั่นใจว่าคำนวณต้นทุนครบทุกด้าน ตัวอย่างเช่น Shopify ได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาอิสระชั้นนำให้ศึกษา TCO ของแพลตฟอร์ม eCommerce รายใหญ่ และพบว่า Shopify มี TCO ดีกว่าคู่แข่ง 33% รวมถึงมีต้นทุนด้านการดำเนินงานและการบำรุงรักษาดีกว่า 19%
หากต้องการดูว่าธุรกิจจะลดต้นทุนได้มากแค่ไหน และ Shopify สามารถช่วยลดต้นทุนได้อย่างไร ลองใช้เครื่องมือคำนวณ TCO ของเราได้เลย
ใช้เครื่องมือคำนวณ TCOคอขวดที่พบบ่อยและวิธีแก้
แม้จะมีระบบอัตโนมัติแล้ว ก็ยังอาจพบคอขวดในบางจุดหรือเกิดคอขวดใหม่ขึ้นได้ การวิเคราะห์ KPI ควบคู่กับความคิดเห็นจากผู้ใช้จะช่วยให้เห็นว่าจุดใดทำงานล่าช้าหรือก่อให้เกิดปัญหา คอขวดที่พบบ่อยมีดังนี้
- การอนุมัติล่าช้า ออเดอร์หรือใบเสนอราคาค้างอยู่ในสถานะ “Pending Approval” นานเกินไป วิธีแก้คือเพิ่มการแจ้งเตือน ตั้งกฎการส่งต่อการอนุมัติ หรือเปิดให้มีผู้อนุมัติสำรองเพื่อให้ออเดอร์ดำเนินต่อได้
- การเชื่อมต่อระบบล้มเหลวหรือซิงก์ช้า การซิงก์ข้อมูลที่ช้าหรือไม่สำเร็จอาจทำให้ข้อมูลสต็อกไม่ตรงกัน วิธีแก้คือส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์ผ่าน API มากขึ้น หรือเพิ่มความถี่ในการซิงก์
- การดูแลราคาที่ซับซ้อน การจัดการรายการราคาหลายชุดด้วยตนเองทำให้เกิดข้อผิดพลาดได้ง่าย วิธีแก้คือรวมศูนย์การตั้งราคาและซิงก์ข้อมูลระหว่างระบบโดยอัตโนมัติ
- ช่องว่างด้านการสื่อสาร ลูกค้าต้องคอยสอบถามความคืบหน้าของออเดอร์ ทั้งที่ควรได้รับข้อมูลไปแล้ว วิธีแก้คือปรับปรุงการแจ้งเตือนเกี่ยวกับการยืนยันคำสั่งซื้อ การอนุมัติ และการติดตามการจัดส่ง
- ลูกค้าบางกลุ่ม เช่น ออเดอร์ระหว่างประเทศอาจมีขั้นตอนด้านข้อกำหนดหรือการจัดส่งเพิ่มขึ้น วิธีแก้คือสร้าง Workflow เฉพาะสำหรับภูมิภาคเหล่านั้น หากบางประเทศยังต้องดำเนินการบางขั้นตอนด้วยตนเอง ก็ควรพิจารณาว่าสามารถทำให้เป็นอัตโนมัติหรืออย่างน้อยติดตามได้ดีขึ้นหรือไม่
Workflow ที่ซับซ้อนลักษณะนี้ต้องอาศัยการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เมื่อธุรกิจเติบโตหรือเปลี่ยนแปลงไป คอขวดใหม่ก็อาจเกิดขึ้นได้ สิ่งที่ทำงานได้ดีเมื่อมีออเดอร์วันละ 100 รายการ อาจกลายเป็นคอขวดเมื่อเพิ่มเป็นวันละ 500 รายการ และนั่นคือจังหวะที่ควรกลับมาทบทวน ปรับโครงสร้างกระบวนการใหม่ หรือมองหาเครื่องมือและแพลตฟอร์มที่รองรับการเติบโตได้ดีกว่าเดิม
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ B2B eCommerce Workflow
Workflow Automation กับ Process Automation ต่างกันอย่างไร
Workflow Automation เน้นการเชื่อมโยงงานหลายส่วนและทำให้การทำงานระหว่างหลายระบบลื่นไหล เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตั้งแต่ต้นจนจบ เช่น กระบวนการ Quote-to-cash ส่วน Process Automation มีขอบเขตแคบกว่า โดยเน้นปรับปรุงหรือทำให้กระบวนการใดกระบวนการหนึ่งเป็นอัตโนมัติ เช่น การสร้างใบแจ้งหนี้
โดยทั่วไปการนำ B2B Workflow มาใช้ต้องใช้เวลานานแค่ไหน
โดยทั่วไป การนำ B2B Workflow มาใช้อาจใช้เวลาประมาณ 6–12 เดือนหรือนานกว่านั้น ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของระบบที่ต้องตั้งค่า แต่กรณีของ Willemse ใช้เวลาเพียง 4 เดือนในการย้ายมาใช้ Shopify
บริษัท B2B ควรทำ Workflow ใดให้เป็นอัตโนมัติก่อน
บริษัท B2B ควรเริ่มจาก Workflow ที่มีปริมาณงานสูงและต้องทำซ้ำบ่อย เพื่อลดความผิดพลาดจากการทำงานด้วยตนเองและเร่งการเติบโตของรายได้ เช่น การรับและประมวลผลออเดอร์ การออกใบแจ้งหนี้ และการอนุมัติใบเสนอราคา เพราะเป็นจุดที่เห็นผลได้รวดเร็ว ช่วยให้กระแสเงินสดดีขึ้น และเปิดโอกาสให้ทีมมีเวลาดูแลลูกค้ามากขึ้น
Workflow จัดการข้อยกเว้นและกรณีพิเศษอย่างไร
Workflow จะจัดการข้อยกเว้นด้วยการส่งต่อให้ผู้เกี่ยวข้องตรวจสอบ หรือเปลี่ยนไปใช้ขั้นตอนการทำงานทางเลือก ส่วนกรณีพิเศษสามารถจัดการได้ด้วยตรรกะตามเงื่อนไข กฎการอนุมัติ หรือกระบวนการสำรอง เพื่อให้การทำงานยังเป็นไปตามข้อกำหนดและแก้ไขปัญหาได้โดยไม่ทำให้ระบบอัตโนมัติทั้งหมดหยุดชะงัก
ต้นทุนของ B2B Workflow Automation มีอะไรบ้าง
ต้นทุนของ B2B Workflow Automation มักรวมถึงค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์หรือค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ค่าเชื่อมต่อและตั้งค่าระบบ ค่าฝึกอบรมพนักงาน รวมถึงค่าบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง ส่วน ROI มาจากความผิดพลาดที่ลดลง วงจร Order-to-cash ที่รวดเร็วขึ้น และต้นทุนการดำเนินงานที่ต่ำลง
Workflow สามารถเชื่อมต่อกับระบบเดิมได้ไหม
ได้ในระดับหนึ่ง Workflow สามารถเชื่อมต่อกับระบบเดิมผ่าน API หรือระบบตัวกลาง เพื่อเชื่อมช่องว่างระหว่างระบบต่างๆ ได้ แต่โดยทั่วไปอาจยังให้ผลลัพธ์ไม่ดีเท่าการใช้แพลตฟอร์มแบบครบวงจรตั้งแต่ต้น

