การเริ่มต้นทำธุรกิจขายส่งช่วยให้คุณสามารถส่งมอบสินค้าให้แก่ลูกค้ารายใหญ่หรือผู้ประกอบการด้วยกันได้ครั้งละจำนวนมาก ซึ่งช่วยลดต้นทุนต่อชิ้นได้อย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับการขายปลีกหน้าร้าน หากมองในบริบทของประเทศไทย สินค้ากลุ่มเคมีภัณฑ์ สินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้าเกษตรแปรรูป ยังคงเป็นกลุ่มสินค้าสำคัญในตลาดระหว่างธุรกิจกับธุรกิจ
จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ตลาดค้าส่งและค้าปลีกในประเทศมีมูลค่าหลายล้านล้านบาทต่อปี โดยมีแรงขับเคลื่อนจากทั้งศูนย์กระจายสินค้าขนาดใหญ่และแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าระหว่างธุรกิจ เช่น Makro Pro และ NocNoc for Business ซึ่งมีส่วนช่วยให้การซื้อขายของพ่อค้าแม่ค้าและผู้ประกอบการเปลี่ยนเข้าสู่ระบบออนไลน์มากขึ้น
นอกจากนี้ ตลาดซื้อขายระหว่างธุรกิจผ่านช่องทางออนไลน์ทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้ธุรกิจขายส่งยังคงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการมุ่งเน้นการบริหารคลังสินค้า การควบคุมคุณภาพสินค้า และการจัดส่งสินค้าครั้งละจำนวนมาก โดยไม่ต้องรับภาระดูแลลูกค้ารายย่อยทีละคน
ข้อดีอีกประการของการทำธุรกิจขายส่งคือ คุณสามารถแบ่งภาระด้านการตลาดและการเข้าถึงผู้บริโภคไปยังร้านค้าปลีกหรือร้านโชห่วยได้ เพราะร้านค้าในท้องถิ่น ห้างสรรพสินค้า และร้านค้าออนไลน์รายย่อย จะเป็นผู้กระจายสินค้าไปถึงผู้บริโภคในพื้นที่ต่างๆ ต่ออีกทอดหนึ่ง
บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจธรรมชาติของธุรกิจขายส่งในประเทศไทย ตั้งแต่การวางแผนธุรกิจ ข้อควรระวังด้านกระแสเงินสดและระยะเวลาการให้เครดิต ไปจนถึงขั้นตอนการเริ่มต้นธุรกิจขายส่งผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อสร้างธุรกิจให้เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
ธุรกิจขายส่งคืออะไร?
ธุรกิจขายส่ง คือการซื้อสินค้าจำนวนมากจากผู้ผลิตหรือแหล่งจัดจำหน่าย แล้วนำมาขายต่อให้แก่ผู้ค้าปลีก ผู้ประกอบการ หรือธุรกิจอื่นๆ โดยทั่วไปสินค้าที่ซื้อในปริมาณมากจะมีราคาต่อหน่วยต่ำกว่าการซื้อปลีก ทำให้ผู้ค้าส่งสามารถกำหนดราคาขายที่เหมาะสมและสร้างกำไรได้ ขณะที่ผู้ค้าปลีกก็สามารถนำสินค้าไปจำหน่ายต่อให้แก่ผู้บริโภคในราคาที่สูงขึ้น
ทำความเข้าใจกับรูปแบบธุรกิจขายส่ง
ผู้ค้าส่งถือเป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่อุปทานในประเทศไทย เพราะทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างโรงงานผู้ผลิตหรือแหล่งวัตถุดิบกับร้านค้าปลีก ร้านโชห่วย และผู้ประกอบการรายย่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การสั่งซื้อสินค้าครั้งละจำนวนมากช่วยให้ผู้ค้าส่งได้รับต้นทุนที่ต่ำลง และสามารถส่งต่อข้อได้เปรียบด้านราคาให้แก่ร้านค้าปลีกได้ นอกจากนี้ ผู้ค้าส่งยังมีบทบาทในการคัดเลือกสินค้าให้เหมาะกับความต้องการของตลาดและผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่ ทำให้ร้านค้าสามารถเติมสินค้าได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น
ปัจจุบันโมเดลธุรกิจขายส่งในไทยเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมาก จากที่ผู้ประกอบการต้องเดินทางไปเลือกซื้อสินค้าตามแหล่งค้าส่ง เช่น สำเพ็ง โบ๊เบ๊ หรือจตุจักร ก็สามารถสั่งซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Makro Pro, NocNoc for Business หรือการจับคู่ทางธุรกิจผ่าน Thaitrade.com
ช่องทางเหล่านี้ช่วยให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงแบรนด์ท้องถิ่น สามารถเข้าถึงร้านค้าปลีกและคู่ค้าจากพื้นที่ต่างๆ ได้กว้างขึ้น ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ระบบขายสินค้าออนไลน์ในปัจจุบันยังรองรับการขายให้ทั้งธุรกิจและผู้บริโภคทั่วไปได้ในระบบเดียว ผู้ขายสามารถแยกหน้าร้านสำหรับลูกค้าแต่ละกลุ่ม กำหนดราคาขายส่งตามจำนวนสินค้าที่สั่งซื้อ และกำหนดเงื่อนไขการให้เครดิตที่แตกต่างกันสำหรับลูกค้าแต่ละรายได้
ไม่ว่าจะเป็นการขายให้ร้านค้าปลีก ตัวแทนจำหน่ายประจำจังหวัด หรือขายตรงให้ผู้บริโภคทั่วไป ผู้ประกอบการจึงสามารถบริหารจัดการคำสั่งซื้อ สินค้า และลูกค้าได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น
ประเภทของธุรกิจขายส่ง
ธุรกิจขายส่งสามารถแบ่งออกได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับบทบาทของผู้ประกอบการและลักษณะของสินค้า ดังนี้
- ผู้จัดจำหน่าย: ซื้อสินค้าจำนวนมากจากผู้ผลิต แล้วนำไปขายต่อให้ผู้ค้าปลีกหรือธุรกิจอื่นเป็นล็อตใหญ่ โดยมักรับผิดชอบด้านคลังสินค้า การจัดการสินค้า และการขนส่งด้วย
- ผู้ผลิต: ผลิตสินค้าเองและจำหน่ายโดยตรงให้แก่ผู้ค้าปลีกหรือผู้ค้าส่ง บางรายอาจทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ค้าส่งไปพร้อมกัน
- ผู้ค้าส่ง: ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในห่วงโซ่อุปทาน ซื้อสินค้าจำนวนมากจากผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่าย เก็บสินค้าไว้ในคลัง และนำมาขายต่อให้แก่ร้านค้าปลีกในปริมาณที่เหมาะสมกับความต้องการ
- นายหน้าและตัวแทน: ทำหน้าที่เชื่อมโยงผู้ซื้อกับผู้ขาย โดยไม่จำเป็นต้องเก็บสินค้าเอง และได้รับค่าตอบแทนหรือค่าคอมมิชชันจากการซื้อขาย
- สาขาการขายของผู้ผลิต: ผู้ผลิตเป็นเจ้าของและบริหารช่องทางการขายเอง มีการเก็บสินค้าและจำหน่ายโดยตรงให้แก่ร้านค้าปลีกหรือธุรกิจอื่น โดยไม่ต้องผ่านผู้ค้าส่งรายอื่น
- แพลตฟอร์มซื้อขายระหว่างธุรกิจ: เป็นช่องทางออนไลน์ที่เชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้ค้าส่ง และผู้ค้าปลีกเข้าด้วยกัน ช่วยให้ผู้ประกอบการค้นหาสินค้า ติดต่อคู่ค้า และสั่งซื้อสินค้าได้สะดวกขึ้น ตัวอย่างเช่น Makro Pro, NocNoc for Business และ Thaitrade.com รวมถึงกลุ่มซื้อขายสำหรับธุรกิจบน LINE OpenChat และ Facebook Groups ในแต่ละอุตสาหกรรม
ความแตกต่างระหว่างธุรกิจขายส่งและธุรกิจขายปลีก
การขายส่งคือการจำหน่ายสินค้าในจำนวนมากให้แก่ธุรกิจอื่น เช่น ร้านค้าปลีก ตัวแทนจำหน่าย หรือผู้ประกอบการ โดยมักมีราคาต่อหน่วยต่ำกว่าและเน้นการซื้อขายในปริมาณมาก
ในขณะที่การขายปลีกคือการจำหน่ายสินค้าโดยตรงให้แก่ผู้บริโภคทั่วไป ซึ่งมักซื้อในจำนวนไม่มาก แต่ราคาต่อหน่วยสูงกว่า
ตารางด้านล่างแสดงความแตกต่างที่สำคัญระหว่างธุรกิจขายส่งและธุรกิจขายปลีก
|
หมวดหมู่ |
ขายส่ง |
ขายปลีก |
|---|---|---|
|
ต้นทุนต่อหน่วย |
ราคาต่อหน่วยต่ำ แต่ขายในปริมาณมาก |
ราคาต่อหน่วยสูง แต่ขายในปริมาณน้อย |
|
ความสัมพันธ์กับลูกค้า |
เน้นการซื้อขายระหว่างธุรกิจกับธุรกิจ มักมีการสั่งซื้อซ้ำและสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว |
เน้นการขายตรงให้ผู้บริโภค มักเป็นการซื้อครั้งต่อครั้ง หรือมีระบบสมาชิกและสะสมแต้ม |
|
ขนาดออเดอร์ |
ซื้อจำนวนมากหรือเป็นล็อตใหญ่ |
สั่งซื้อจำนวนน้อย โดยมักซื้อทีละชิ้นหรือไม่กี่ชิ้น |
|
กลยุทธ์ช่องทางขาย |
ช่องทางขายสำหรับธุรกิจ ผู้จัดจำหน่าย งานแสดงสินค้า และแพลตฟอร์มซื้อขายระหว่างธุรกิจ เช่น Makro Pro, NocNoc for Business และ Thaitrade.com |
ร้านค้าจริง ร้านค้าออนไลน์ และตลาดซื้อขายสินค้าออนไลน์ |
|
การดูแลลูกค้า |
เน้นการดูแลคู่ค้ารายสำคัญ การบริหารคำสั่งซื้อ การจัดส่ง และการควบคุมต้นทุน |
เน้นการให้ข้อมูลสินค้า ความพึงพอใจ และประสบการณ์ของผู้บริโภค |
|
แนวทางการตลาด |
เน้นการสร้างความสัมพันธ์กับคู่ค้า การรักษาลูกค้าเดิม และเพิ่มปริมาณการสั่งซื้อ |
เน้นการสร้างแบรนด์ การสื่อสารกับผู้บริโภค และการนำเสนอสินค้าให้น่าสนใจ |
|
ความยืดหยุ่นด้านราคา |
สามารถต่อรองราคาและกำหนดราคาตามปริมาณการสั่งซื้อหรือระยะเวลาการซื้อขายได้ |
ส่วนใหญ่กำหนดราคาขายชัดเจน อาจมีส่วนลด โปรโมชั่น หรือการขายเป็นชุดในบางช่วง |
ธุรกิจขายส่งทำกำไรได้จริงมั้ย?
หัวใจสำคัญของการทำกำไรในธุรกิจขายส่ง คือการบริหารต้นทุนให้ได้ตั้งแต่ต้นทาง ผู้ประกอบการสามารถซื้อสินค้าในปริมาณมากและได้รับราคาที่ต่ำลง ยิ่งสั่งซื้อจำนวนมาก ต้นทุนต่อชิ้นก็ยิ่งลดลง ทำให้สามารถนำสินค้าไปขายต่อให้ร้านค้าปลีกในราคาที่เหมาะสม และสร้างกำไรจากส่วนต่างได้
ผลสำรวจของ Shopify ระบุว่า เจ้าของร้าน 79% นำกำไรกลับมาใช้เป็นเงินทุนเพื่อสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ ดังนั้น การกำหนดและควบคุมอัตรากำไรของธุรกิจขายส่งตั้งแต่เริ่มต้นจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องนำกำไรกลับมาหมุนเพื่อซื้อสินค้าเพิ่ม ขยายคลังสินค้า เพิ่มทีมงาน หรือเปิดช่องทางการขายใหม่ๆ
หากปัจจุบันคุณทำธุรกิจขายตรงถึงผู้บริโภคและจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์อยู่แล้ว การขยายมาสู่การขายให้แก่ธุรกิจอื่น หรือการทำธุรกิจขายส่งเพิ่มเติม ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยเพิ่มยอดขายและสร้างโอกาสในการเติบโตให้ธุรกิจได้
และนี่คือ 3 เหตุผลที่ควรเริ่มทำธุรกิจขายส่ง
1. เพิ่มยอดขายโดยใช้งบการตลาดอย่างคุ้มค่า
สำหรับธุรกิจขายส่ง การทำตลาดจะเน้นการหาคู่ค้า เช่น ร้านค้าปลีก ร้านโชห่วย หรือตัวแทนจำหน่าย มากกว่าการเข้าถึงผู้บริโภคทีละราย การเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายมาเป็นคู่ค้าทางธุรกิจช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถใช้งบการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะเมื่อได้ร้านค้าหรือตัวแทนจำหน่ายมาเป็นคู่ค้าแล้ว สินค้าจำนวนมากสามารถถูกกระจายต่อไปยังผู้บริโภคผ่านช่องทางของคู่ค้าได้
แนวทางนี้แตกต่างจากการขายตรงถึงผู้บริโภค ซึ่งมักต้องใช้งบโฆษณาและทำกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง เพื่อดึงดูดลูกค้าใหม่เข้ามาซื้อสินค้าทีละราย
คุณป้อม ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าออนไลน์ในประเทศไทย เคยกล่าวถึงโอกาสของตลาดการค้าระหว่างธุรกิจในไทยว่า การซื้อขายระหว่างธุรกิจมีมูลค่าขนาดใหญ่กว่าตลาดผู้บริโภคอย่างมาก เพียงแต่การซื้อขายจำนวนมากยังเกิดขึ้นผ่านระบบปิด การนำการซื้อขายระหว่างธุรกิจเข้าสู่ช่องทางออนไลน์จึงช่วยลดต้นทุนด้านการขายและการตลาดได้
2. ใช้ฐานลูกค้าของคู่ค้าช่วยกระจายสินค้า
การสร้างฐานลูกค้าและทำให้ผู้บริโภคจดจำแบรนด์ต้องใช้ทั้งเวลาและทรัพยากร การร่วมมือกับร้านค้าที่มีฐานลูกค้าอยู่แล้วจึงเป็นอีกวิธีที่ช่วยให้ธุรกิจขายส่งขยายตลาดได้รวดเร็วขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นการนำสินค้าเข้าไปจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า ร้านค้าที่คัดเลือกสินค้าหลายแบรนด์ ร้านค้าท้องถิ่น หรือช่องทางซื้อขายสินค้าสำหรับธุรกิจ ล้วนช่วยให้สินค้ากระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ ได้กว้างขึ้น โดยผู้ผลิตไม่จำเป็นต้องสร้างช่องทางขายปลีกขึ้นมาเองทั้งหมด
คุณภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าออนไลน์ของไทย ยังได้สะท้อนถึงโอกาสของตลาดระหว่างธุรกิจว่า ตลาดกลุ่มนี้มีขนาดใหญ่ และหากเลือกช่องทางการขายส่งที่เหมาะสม ก็สามารถช่วยลดต้นทุนด้านการตลาดได้ เนื่องจากร้านค้าและตัวแทนจำหน่ายจะช่วยนำสินค้าไปกระจายสู่ผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่แทนผู้ผลิต
ดังนั้น การทำธุรกิจขายส่งจึงไม่ได้หมายถึงการขายสินค้าในจำนวนมากเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการสร้างเครือข่ายคู่ค้าที่ช่วยขยายการเข้าถึงสินค้าไปยังตลาดใหม่ๆ ด้วย
3. ขยายตลาดใหม่ได้โดยลดความเสี่ยง
การขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศหรือพื้นที่ใหม่ๆ มักต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก ทั้งค่าคลังสินค้า ค่าขนส่ง ค่าโฆษณา และค่าใช้จ่ายในการสร้างการรับรู้ให้กับแบรนด์ โดยเฉพาะเมื่อต้องเข้าสู่ตลาดที่ยังไม่มีฐานลูกค้าเดิม
การเลือกทำงานร่วมกับร้านค้าหรือตัวแทนจำหน่ายที่มีเครือข่ายอยู่ในตลาดนั้นแล้ว จึงช่วยลดทั้งต้นทุนและความเสี่ยงในการเริ่มต้นธุรกิจขายส่งได้ เพราะคู่ค้าสามารถช่วยกระจายสินค้าและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่ผู้ผลิตอาจเข้าถึงได้ยากด้วยตัวเอง
วิธีเริ่มต้นอย่างรอบคอบคือ เลือกร้านค้าปลีกหรือตัวแทนจำหน่ายในพื้นที่ที่มีกลุ่มลูกค้าใกล้เคียงกับสินค้าของคุณ แล้วเริ่มจากการขายส่งในปริมาณจำกัด เพื่อดูความต้องการของตลาดก่อนเพิ่มปริมาณการลงทุนหรือขยายตลาดอย่างเต็มรูปแบบ
พื้นฐานการวางแผนธุรกิจขายส่ง
สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการเปลี่ยนจากการขายตรงถึงผู้บริโภคมาเป็นการขายให้แก่ธุรกิจอื่น สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจก่อนว่าธุรกิจขายส่งมีวิธีคิดและรูปแบบการบริหารที่แตกต่างจากการขายปลีกอย่างชัดเจน
คุณหมู วรวุฒิ อุ่นใจ ผู้ก่อตั้ง OfficeMate และอดีตนายกสมาคมผู้ค้าปลีกไทย เคยอธิบายถึงความแตกต่างระหว่างการขายให้ผู้บริโภคกับการขายให้ธุรกิจว่า การขายให้ผู้บริโภคมักตัดสินใจจากความรู้สึกและความต้องการส่วนบุคคล ขณะที่การขายแบบธุรกิจต่อธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจขายส่ง ผู้ซื้ออาจเป็นฝ่ายจัดซื้อหรือเจ้าของร้านที่นำสินค้าไปขายต่อ จึงให้ความสำคัญกับเหตุผลทางธุรกิจ เช่น ราคา ความคุ้มค่า เงื่อนไขการชำระเงิน และความสม่ำเสมอของสินค้า
หากคุณทำธุรกิจขายตรงถึงผู้บริโภคอยู่แล้วและต้องการขยายมาสู่การขายส่ง จึงควรเตรียมระบบการขายและการบริหารให้เหมาะกับลูกค้ากลุ่มใหม่ เพราะลูกค้าธุรกิจไม่ได้มองเพียงเรื่องราคาสินค้า แต่ยังพิจารณาถึงความน่าเชื่อถือ ความสม่ำเสมอในการจัดส่ง เงื่อนไขการชำระเงิน และความสามารถในการส่งมอบสินค้าอย่างต่อเนื่อง
แผนธุรกิจขายส่งที่ดีไม่จำเป็นต้องมีความยาวมาก แต่ควรครอบคลุมประเด็นสำคัญต่อไปนี้
- สรุปสำหรับผู้บริหาร: อธิบายภาพรวมของธุรกิจ สินค้า กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย จุดแข็ง และเป้าหมายหลัก โดยควรจัดทำส่วนนี้หลังจากวางรายละเอียดของแผนทั้งหมดแล้ว
- ภาพรวมบริษัท: ระบุว่าธุรกิจของคุณคืออะไร จำหน่ายสินค้าอะไร มีโครงสร้างการทำงานอย่างไร รวมถึงเรื่องสำคัญ เช่น การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม สิทธิประโยชน์ทางภาษี ข้อได้เปรียบของธุรกิจ แผนการดำเนินงาน และเป้าหมายทั้งระยะสั้นและระยะยาว
- สินค้าและโครงสร้างราคา: ระบุรายการสินค้า จุดเด่นของสินค้า ราคาขายส่ง จำนวนสั่งซื้อขั้นต่ำ ราคาตามปริมาณการสั่งซื้อ รวมถึงเงื่อนไขการชำระเงิน เช่น การให้เครดิต 30 หรือ 60 วัน
- การวิเคราะห์ตลาด: ประเมินขนาดตลาด ศึกษาคู่แข่งทั้งในประเทศและต่างประเทศ วิเคราะห์พฤติกรรมของร้านค้าปลีกและตัวแทนจำหน่าย รวมถึงวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรคของธุรกิจ เพื่อค้นหาจุดขายที่แตกต่าง
- แผนการตลาดและการจัดจำหน่าย: วางแผนช่องทางในการหาคู่ค้า เช่น การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าสำหรับธุรกิจ การสร้างเครือข่ายกับฝ่ายขายในแต่ละพื้นที่ การติดต่อร้านค้าปลีกโดยตรง หรือการใช้ช่องทางออนไลน์สำหรับการซื้อขายระหว่างธุรกิจ
- แผนการจัดส่งและการดำเนินงาน: วางระบบจัดซื้อและจัดส่งสินค้า การควบคุมสินค้าคงคลัง การจัดเก็บสินค้าจำนวนมาก พื้นที่คลังสินค้า ระยะเวลาการผลิตและจัดส่ง รวมถึงการเลือกผู้ให้บริการขนส่งที่เหมาะกับขนาดและลักษณะของสินค้า
- แผนการเงิน: ประมาณการรายได้และค่าใช้จ่าย วางแผนกระแสเงินสดให้เพียงพอต่อการรองรับระยะเวลาให้เครดิตลูกค้า รวมถึงคำนวณต้นทุนสินค้า ค่าใช้จ่ายในการบริหารคลังสินค้า และเงินทุนหมุนเวียนที่จำเป็นสำหรับการขยายธุรกิจขายส่ง
การวางแผนเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการมองเห็นภาพรวมของธุรกิจขายส่ง ตั้งแต่ต้นทุน การตั้งราคา การหาคู่ค้า ไปจนถึงการบริหารเงินสดและการขยายตลาด ทำให้สามารถประเมินได้ว่าธุรกิจมีโอกาสสร้างกำไรและเติบโตได้มากน้อยเพียงใดก่อนลงมือขยายจริง
วิธีเริ่มธุรกิจขายส่งออนไลน์
หลายคนอาจเข้าใจว่าการเริ่มต้นธุรกิจขายส่งออนไลน์ต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก หรือต้องมีเครือข่ายในวงการอยู่ก่อน แต่ในความเป็นจริงแล้วธุรกิจขายส่งสามารถเริ่มต้นได้เช่นเดียวกับธุรกิจทั่วไป เพียงแต่ต้องวางแผนเรื่องสินค้า แหล่งจัดซื้อ ราคา และกลุ่มลูกค้าให้ชัดเจน
ปัจจุบันเครื่องมือและแพลตฟอร์มสำหรับการขายสินค้าออนไลน์ช่วยให้การเริ่มต้นธุรกิจขายส่งทำได้ง่ายขึ้น ตั้งแต่การติดต่อผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ ไปจนถึงการสร้างช่องทางขายที่รองรับการสั่งซื้อจากร้านค้าและผู้ประกอบการโดยเฉพาะ
หากต้องการเริ่มต้นธุรกิจขายส่ง สามารถวางแผนตามขั้นตอนต่อไปนี้
- เลือกสินค้าที่ต้องการนำมาขายส่ง
- คัดเลือกผู้ผลิตหรือซัพพลายเออร์
- ตรวจสอบใบอนุญาตและเอกสารที่เกี่ยวข้อง
- กำหนดราคาขายส่งและเงื่อนไขการขาย
- สร้างร้านค้าออนไลน์สำหรับธุรกิจขายส่งด้วย Shopify
- ทำการตลาดและหาลูกค้าขายส่ง
- จัดการคำสั่งซื้อและการจัดส่งให้เป็นระบบ
- ขยายทีมและระบบงานเมื่อธุรกิจเติบโต
1. เลือกสินค้าที่ต้องการนำมาขายส่ง
การเลือกสินค้ามาทำธุรกิจขายส่งอาจดูเป็นเรื่องยากในช่วงแรก แต่หากมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาที่ชัดเจน ก็จะช่วยให้คุณสร้างกลุ่มสินค้าและกำหนดแนวทางการขายได้ง่ายขึ้น โดยควรพิจารณาปัจจัยต่อไปนี้
ฤดูกาล
สินค้าบางประเภทมียอดขายสูงเฉพาะบางช่วงเวลา เช่น ชุดว่ายน้ำมักเป็นที่ต้องการในช่วงหน้าร้อน ขณะที่เสื้อโค้ทและเครื่องกันหนาวจะขายดีในช่วงอากาศเย็น ส่วนสินค้าบางประเภทสามารถขายได้ตลอดทั้งปี
การเข้าใจความต้องการตามฤดูกาลจะช่วยให้ผู้ทำธุรกิจขายส่งวางแผนการสั่งสินค้า การจัดเก็บสต็อก และการทำตลาดได้แม่นยำขึ้น และช่วยลดปัญหาสินค้าค้างคลังเมื่อพ้นช่วงความต้องการ
กำไรต่อชิ้น
อัตรากำไรเป็นปัจจัยสำคัญที่ควรคำนวณตั้งแต่ก่อนเริ่มธุรกิจขายส่ง ตัวอย่างเช่น หากซื้อแก้วมาในราคา 72 บาท และขายต่อให้ร้านค้าปลีกในราคา 288 บาท จะมีกำไรขั้นต้น 216 บาทต่อใบ
การรู้ต้นทุนและกำไรต่อหน่วยอย่างชัดเจนช่วยให้กำหนดราคาขายส่งได้เหมาะสม ทั้งในมุมของผู้ขายและร้านค้าปลีกที่ต้องนำสินค้าไปขายต่อและมีส่วนต่างกำไรของตัวเอง
ขนาดและน้ำหนัก
ค่าขนส่งมีผลโดยตรงต่อต้นทุนของธุรกิจขายส่ง โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องจัดส่งเป็นจำนวนมาก สินค้าที่มีขนาดเล็กและน้ำหนักเบา เช่น เครื่องประดับ จึงอาจช่วยลดต้นทุนการขนส่งได้มากกว่า และเหมาะกับผู้ที่ต้องการเริ่มธุรกิจขายส่งด้วยเงินทุนไม่สูงมาก
ความถี่ในการซื้อ
สินค้าที่ลูกค้าต้องใช้เป็นประจำ เช่น หมึกพิมพ์ อาหารสัตว์ หรือของใช้สิ้นเปลือง มักมีโอกาสสร้างยอดสั่งซื้อซ้ำได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบสำหรับธุรกิจขายส่ง เพราะช่วยให้คาดการณ์ยอดขายและวางแผนการเติมสินค้าได้ง่ายขึ้น
การแข่งขัน
การศึกษาคู่แข่งช่วยให้เห็นโอกาสและช่องว่างในตลาด ตัวอย่างเช่น หากในพื้นที่หนึ่งมีผู้ค้าส่งสบู่จำนวนมาก แต่ยังไม่มีผู้ค้าส่งที่นำเสนอสินค้ากลิ่นลาเวนเดอร์โดยเฉพาะ สินค้าประเภทนี้อาจกลายเป็นจุดขายที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณแตกต่างจากคู่แข่งได้
ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์
ความรู้และประสบการณ์ที่มีอยู่สามารถนำมาใช้ในการเลือกสินค้าได้ หากคุณมีความสนใจด้านการออกกำลังกาย ก็อาจเข้าใจความต้องการของผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกายได้ดีกว่าคนทั่วไป หรือหากเคยทำงานในอุตสาหกรรมใดมาก่อน ก็อาจมีความเข้าใจทั้งผู้ผลิต ร้านค้า และความต้องการของตลาด ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบในการเริ่มธุรกิจขายส่ง
การวิเคราะห์ตลาด
ก่อนตัดสินใจเลือกสินค้า ควรศึกษาทั้งแนวโน้มตลาด ความต้องการของลูกค้า จำนวนคู่แข่ง และระดับราคาที่มีอยู่ในตลาด อาจใช้เครื่องมืออย่าง Google Trends รายงานจากหน่วยงานหรือสมาคมในอุตสาหกรรม รวมถึงการสอบถามกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เพื่อช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลมากขึ้น
2. คัดเลือกผู้ผลิตหรือซัพพลายเออร์
หากไม่ได้ผลิตสินค้าเอง การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหัวใจของธุรกิจขายส่งคือการมีสินค้าเพียงพอและสามารถจัดส่งให้ลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง
ร้านค้าปลีกย่อมไม่อยากทำงานกับผู้ค้าส่งที่มีสินค้าขาดบ่อยหรือไม่สามารถจัดส่งได้ตามกำหนด ดังนั้น ก่อนเลือกผู้ผลิตหรือซัพพลายเออร์ควรพิจารณาปัจจัยต่อไปนี้
- กระจายความเสี่ยง: ไม่ควรพึ่งพาซัพพลายเออร์เพียงรายเดียว การมีผู้ผลิตหรือแหล่งจัดซื้อสำรองช่วยลดปัญหาเมื่อผู้ขายรายใดรายหนึ่งส่งสินค้าไม่ทันหรือไม่สามารถผลิตได้ตามต้องการ
- ความน่าเชื่อถือ: เลือกผู้ผลิตที่มีประวัติการส่งมอบตรงเวลาและสามารถผลิตสินค้าได้ตามจำนวนที่ตกลงกัน เพราะความล่าช้าอาจส่งผลต่อทั้งยอดขายและความสัมพันธ์กับลูกค้า
- คุณภาพสินค้า: ตรวจสอบคุณภาพของสินค้าอย่างสม่ำเสมอ เพราะสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานอาจสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของธุรกิจขายส่งและทำให้เสียความเชื่อมั่นจากคู่ค้า
การค้นหาซัพพลายเออร์สามารถทำได้หลายวิธี ทั้งการติดต่อผู้ผลิตโดยตรง ขอคำแนะนำจากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเดียวกัน หรือใช้ฐานข้อมูลผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ออนไลน์
นอกจากนี้ ควรกำหนดเงื่อนไขการทำงานกับซัพพลายเออร์ให้ชัดเจน เช่น ระยะเวลาการผลิต กำหนดส่งสินค้า วิธีตรวจสอบคุณภาพ และแนวทางแก้ไขเมื่อเกิดความล่าช้า เพื่อให้การทำธุรกิจขายส่งมีระบบและลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว
ประเภทของซัพพลายเออร์สำหรับธุรกิจขายส่ง
- ผู้ผลิต: ผลิตสินค้าโดยตรง ทำให้มีโอกาสได้ต้นทุนที่ต่ำ แต่โดยทั่วไปอาจกำหนดจำนวนสั่งซื้อขั้นต่ำไว้ค่อนข้างสูง และการปรับแต่งสินค้าตามความต้องการอาจใช้เวลา
- ผู้จัดจำหน่าย: ซื้อสินค้าจากผู้ผลิตแล้วนำมาขายต่อเป็นจำนวนมาก เหมาะสำหรับธุรกิจขายส่งขนาดเล็กที่ต้องการเริ่มต้นโดยไม่ต้องติดต่อโรงงานโดยตรง แต่ราคาสินค้าอาจสูงกว่าการซื้อจากผู้ผลิต
- ผู้นำเข้า ส่งออก: มีความเชี่ยวชาญด้านการนำเข้าและส่งออกสินค้า เหมาะสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการสินค้าจากต่างประเทศหรือวางแผนขยายธุรกิจขายส่งไปยังตลาดต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ควรคำนึงถึงระยะเวลาขนส่ง ภาษี และค่าใช้จ่ายในการนำเข้าสินค้าด้วย
- ซัพพลายเออร์ดรอปชิป: ช่วยให้ผู้ขายสามารถจำหน่ายสินค้าโดยไม่ต้องเก็บสินค้าไว้เอง เหมาะสำหรับการทดลองตลาดหรือเริ่มต้นธุรกิจขายส่งโดยใช้เงินลงทุนไม่มาก แต่ข้อจำกัดคือกำไรต่อชิ้นอาจต่ำกว่า และผู้ขายควบคุมคุณภาพหรือการจัดส่งได้ไม่เต็มที่
มาร์เก็ตเพลสขายส่งระดับโลก
- Alibaba: แพลตฟอร์มซื้อขายระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่จากจีน เหมาะสำหรับค้นหาสินค้าหลากหลายประเภทและสั่งซื้อในปริมาณมาก
- IndiaMART: แหล่งรวมผู้ผลิตและผู้ขายส่งจากอินเดีย เหมาะกับสินค้าหลากหลายประเภท โดยเฉพาะสิ่งทอ เสื้อผ้า และของใช้ภายในบ้าน
- Global Sources: แพลตฟอร์มซื้อขายระหว่างประเทศจากฮ่องกงที่เน้นการเชื่อมโยงผู้ผลิตกับผู้ซื้อทั่วโลก เหมาะสำหรับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการส่งออกสินค้าและมองหาคู่ค้าต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ของใช้ในบ้าน และสินค้าแฟชั่น
ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของซัพพลายเออร์
สำหรับผู้ที่กำลังเริ่มต้นธุรกิจขายส่งหรือกำลังมองหาโรงงานผลิตสินค้าในประเทศไทย การคัดเลือกซัพพลายเออร์ที่น่าเชื่อถือเป็นขั้นตอนที่ไม่ควรมองข้าม
คุณต๊อบ อิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ ผู้ก่อตั้งเถ้าแก่น้อย เคยแบ่งปันประสบการณ์เกี่ยวกับความท้าทายในการขยายกำลังการผลิตว่า การค้นหาโรงงานและผู้รับจ้างผลิตที่มีมาตรฐานเป็นเรื่องสำคัญ เพราะแม้โรงงานบางแห่งจะรับปากว่าสามารถผลิตสินค้าได้ตามต้องการ แต่เมื่อเริ่มผลิตจริงอาจพบปัญหาเรื่องการควบคุมคุณภาพ ดังนั้น การตรวจสอบโรงงานและผู้ผลิตอย่างละเอียดจึงเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนตัดสินใจทำธุรกิจร่วมกัน
วิธีตรวจสอบซัพพลายเออร์และโรงงานผลิตในไทย มีดังนี้
- ตรวจสอบมาตรฐาน: ดูว่าผู้ผลิตมีใบรับรองที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือไม่ เช่น อย. GMP HACCP ISO หรือมาตรฐาน มอก. ตามที่กฎหมายกำหนด
- ตรวจสอบระยะเวลาการผลิตและจัดส่ง: ดูว่าผู้ผลิตสามารถส่งสินค้าได้ตามรอบการขายหรือไม่ และมีกำลังการผลิตเพียงพอเมื่อธุรกิจขายส่งเติบโตขึ้นหรือไม่
- ตรวจสอบจำนวนสั่งซื้อขั้นต่ำ: เปรียบเทียบจำนวนสั่งซื้อขั้นต่ำกับเงินทุนหมุนเวียนของธุรกิจ เพื่อไม่ให้ต้องนำเงินจำนวนมากไปจมอยู่กับสินค้าคงคลัง
- ตรวจสอบประวัติและความน่าเชื่อถือ: ตรวจสอบข้อมูลบริษัทหรือโรงงานผ่านระบบ DBD DataWarehouse+ ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า รวมถึงค้นหาความคิดเห็นจากผู้ที่เคยใช้บริการ
- ประเมินการสื่อสาร: สังเกตความรวดเร็วในการตอบคำถาม ความชัดเจนของใบเสนอราคา และรายละเอียดในสัญญา สิ่งเหล่านี้ช่วยสะท้อนความเป็นมืออาชีพของซัพพลายเออร์ได้
- สั่งสินค้าตัวอย่าง: ควรทดลองสั่งสินค้าตัวอย่างและตรวจสอบคุณภาพก่อนสั่งซื้อสินค้าล็อตใหญ่ โดยเฉพาะเมื่อเป็นการเริ่มทำธุรกิจขายส่งกับโรงงานรายใหม่
3. ตรวจสอบใบอนุญาตและเอกสารที่เกี่ยวข้อง
ก่อนเริ่มดำเนินธุรกิจขายส่งควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าธุรกิจมีใบอนุญาตและเอกสารที่กฎหมายกำหนดครบถ้วน โดยข้อกำหนดจะแตกต่างกันไปตามรูปแบบธุรกิจและประเภทสินค้า
ตัวอย่างเอกสารและการดำเนินการที่อาจเกี่ยวข้อง ได้แก่
- การจดทะเบียนพาณิชย์: ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อให้ธุรกิจมีสถานะถูกต้องตามกฎหมาย
- การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม: หากมีรายได้ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ต้องดำเนินการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากร
- เลขประจำตัวผู้เสียภาษี: ผู้ประกอบการต้องดำเนินการด้านภาษีตามประเภทและรูปแบบของธุรกิจ
- ใบอนุญาตเฉพาะ: สินค้าบางประเภท เช่น อาหาร เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง หรือสินค้าที่อยู่ภายใต้การควบคุม อาจต้องมีใบอนุญาตหรือการขึ้นทะเบียนเพิ่มเติม
- การจดทะเบียนนิติบุคคล: หากต้องการขยายธุรกิจขายส่ง ทำงานกับคู่ค้ารายใหญ่ หรือสร้างความน่าเชื่อถือทางธุรกิจ อาจพิจารณาจดทะเบียนเป็นบริษัทตามความเหมาะสม
เนื่องจากข้อกำหนดทางกฎหมายแตกต่างกันตามประเภทสินค้าและรูปแบบธุรกิจ จึงควรตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นักบัญชี หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนเริ่มดำเนินการ เพื่อให้เอกสารและใบอนุญาตต่างๆ ถูกต้องครบถ้วน
4. กำหนดราคาขายส่งและเงื่อนไขการขาย
การตั้งราคาเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำหนดความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจขายส่ง เพราะราคาที่เหมาะสมต้องทำให้ผู้ขายมีกำไร ขณะเดียวกันก็ต้องเหลือส่วนต่างให้ร้านค้าปลีกสามารถนำสินค้าไปขายต่อได้ด้วย
ราคาสำหรับลูกค้าออนไลน์ ร้านค้าปลีกรายเล็กอาจแตกต่างกันตามจำนวนสินค้าที่สั่งซื้อ ความถี่ในการสั่งซื้อ และเงื่อนไขการชำระเงิน ดังนั้นจึงควรวางโครงสร้างราคาให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น

ตัวอย่างเช่น หากต้นทุนการผลิตสินค้าอยู่ที่ 720 บาทต่อชิ้น
- ขายส่งในราคา 1,440 บาท จะมีกำไรขั้นต้น 720 บาท หรือคิดเป็น 50% ของราคาขาย
- ขายตรงให้ผู้บริโภคในราคา 2,880 บาท จะมีกำไรขั้นต้น 2,160 บาท หรือคิดเป็น 75% ของราคาขาย
ตัวเลขข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างเพื่อให้เห็นแนวทางการคำนวณ การตั้งราคาจริงควรนำต้นทุนทั้งหมดมาพิจารณาด้วย ทั้งค่าบรรจุภัณฑ์ ค่าขนส่ง ค่าเก็บสินค้า ค่าการตลาด ภาษี และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
กลยุทธ์ราคาที่ดีสำหรับธุรกิจขายส่งจึงไม่ใช่การตั้งราคาให้สูงที่สุด แต่ต้องหาจุดที่ทำให้ธุรกิจมีกำไรเพียงพอ พร้อมเปิดโอกาสให้ร้านค้าหรือคู่ค้าสามารถทำกำไรจากการนำสินค้าไปขายต่อได้เช่นกัน
กำหนดการสั่งซื้อขั้นต่ำ
ธุรกิจขายส่งส่วนใหญ่มักกำหนดจำนวนสั่งซื้อขั้นต่ำที่ลูกค้าต้องสั่งให้ถึงเกณฑ์จึงจะได้รับราคาขายส่ง วิธีนี้ช่วยให้ต้นทุนในการเตรียมสินค้าและจัดส่งต่อคำสั่งซื้อมีความคุ้มค่ามากขึ้น และช่วยให้ผู้ขายบริหารสินค้าเป็นล็อตได้ง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากกำหนดจำนวนขั้นต่ำสูงเกินไป ลูกค้ารายใหม่อาจไม่กล้าทดลองสั่งซื้อ จึงควรกำหนดขั้นต่ำให้เหมาะสมกับทั้งต้นทุนของธุรกิจและความสามารถในการซื้อของลูกค้า
กำหนดราคาขายปลีกที่แนะนำ
การกำหนดราคาขายปลีกที่แนะนำช่วยให้ร้านค้าหรือคู่ค้ามีแนวทางในการตั้งราคาสินค้า และช่วยรักษาระดับราคาของแบรนด์ในแต่ละช่องทาง
ผู้ขายควรสื่อสารแนวทางเรื่องราคาให้ชัดเจน และกำหนดเงื่อนไขสำหรับการจัดโปรโมชั่นหรือส่วนลดให้เหมาะสม เพื่อป้องกันปัญหาการแข่งขันด้านราคาที่อาจกระทบต่อทั้งผู้ค้าส่งและผู้ค้าปลีก
กำหนดเงื่อนไขการชำระเงิน
เงื่อนไขการชำระเงินเป็นอีกเรื่องที่ต้องวางแผนอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะธุรกิจขายส่งที่มีลูกค้ารายใหญ่และมีการให้เครดิต เพราะแม้จะมียอดขายจำนวนมาก แต่หากได้รับเงินช้า ก็อาจทำให้ธุรกิจขาดเงินทุนหมุนเวียนสำหรับซื้อสินค้าและดำเนินงาน
รูปแบบการชำระเงินที่พบได้ เช่น
- ชำระทันที: ลูกค้าชำระเงินเต็มจำนวนเมื่อสั่งซื้อ
- ชำระตามระยะเวลาเครดิต: ลูกค้าชำระเงินภายในระยะเวลาที่ตกลงกัน เช่น 15, 30, 60 หรือ 90 วัน
- ชำระเมื่อได้รับสินค้า: ลูกค้าชำระเงินเมื่อได้รับสินค้า หรือเมื่อจัดส่งสินค้าเรียบร้อย
- เงื่อนไขเฉพาะสำหรับลูกค้าแต่ละราย: กำหนดวงเงินและระยะเวลาชำระเงินแตกต่างกันตามประวัติการซื้อและความน่าเชื่อถือของลูกค้า
Shopify องรับการกำหนดเงื่อนไขการชำระเงินสำหรับคำสั่งซื้อระหว่างธุรกิจหลายรูปแบบ เช่น การให้เครดิตและการกำหนดวันครบกำหนดชำระเงิน ทั้งนี้ รูปแบบที่ใช้งานได้อาจแตกต่างกันตามประเทศและการตั้งค่าของร้านค้า

การตั้งราคาขายส่งสำหรับตลาดต่างประเทศ
หากธุรกิจขายส่งมีแผนส่งสินค้าไปต่างประเทศ การตั้งราคาควรคำนึงถึงต้นทุนทั้งหมดที่เกิดขึ้นตลอดเส้นทาง ไม่ใช่เพียงต้นทุนสินค้าและค่าขนส่งจากประเทศไทยเท่านั้น
สิ่งแรกที่ควรพิจารณาคืออัตราแลกเปลี่ยน เพราะค่าเงินบาทมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ หากค่าเงินเปลี่ยนไปในทิศทางที่ไม่เอื้อประโยชน์ กำไรเมื่อแปลงกลับมาเป็นเงินบาทก็อาจลดลงได้
นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงภาษีนำเข้า อากร และข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศ เช่น RCEP หรือ AFTA รวมถึงภาษีและข้อกำหนดของประเทศปลายทาง หากเป็นตลาดที่ไม่มีข้อตกลงทางการค้ากับไทย ผู้ส่งออกอาจต้องรับภาระภาษีเพิ่มเติม
อีกเรื่องที่สำคัญคือต้นทุนสินค้าถึงปลายทาง ซึ่งรวมค่าใช้จ่ายมากกว่าราคาสินค้าและค่าขนส่ง เช่น ค่าดำเนินพิธีการศุลกากร ค่าตรวจปล่อยสินค้า และค่าดำเนินการด้านเอกสาร หากคำนวณเฉพาะต้นทุนการผลิตกับค่าขนส่ง อาจทำให้ประเมินกำไรสูงกว่าความเป็นจริง
ผู้ประกอบการยังควรเผื่อค่าขนส่งระหว่างประเทศ ค่าเชื้อเพลิง ค่าธรรมเนียมในช่วงที่มีปริมาณการขนส่งสูง รวมถึงค่าใช้จ่ายในการเก็บสินค้า ณ ปลายทางด้วย
สำหรับสินค้าบางประเภท ยังต้องเตรียมเอกสารและมาตรฐานเพิ่มเติม เช่น ใบรับรองสุขอนามัยพืชหรือสัตว์ มาตรฐานฮาลาล GMP HACCP หรือการขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานของประเทศปลายทาง รวมถึงข้อกำหนดด้านฉลากและบรรจุภัณฑ์ การนำค่าใช้จ่ายและระยะเวลาเหล่านี้มาคำนวณตั้งแต่ต้นจะช่วยให้การตั้งราคาขายส่งสำหรับตลาดต่างประเทศแม่นยำมากขึ้น
5. สร้างร้านค้าออนไลน์สำหรับธุรกิจขายส่งด้วย Shopify
Shopify เป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการสร้างร้านค้าออนไลน์สำหรับธุรกิจขายส่ง เนื่องจากมีเครื่องมือที่ช่วยจัดการการขายให้แก่ลูกค้าธุรกิจโดยเฉพาะ ทั้งการกำหนดราคาสำหรับลูกค้าแต่ละกลุ่ม การจัดการคำสั่งซื้อ และการกำหนดเงื่อนไขการชำระเงิน
ฟังก์ชันสำคัญที่ช่วยให้สร้างร้านขายส่งออนไลน์มีดังนี้
โปรไฟล์บริษัท
โปรไฟล์ลูกค้าสำหรับการขายระหว่างธุรกิจช่วยให้ผู้ขายจัดเก็บข้อมูลของบริษัทและผู้ซื้อหลายรายหรือหลายสาขาไว้ในระบบเดียว ทำให้สามารถกำหนดรายละเอียดที่แตกต่างกันสำหรับลูกค้าแต่ละรายได้
ข้อมูลที่จัดการได้อาจรวมถึงเงื่อนไขการชำระเงิน รายการสินค้าที่ลูกค้าแต่ละกลุ่มสามารถสั่งซื้อ ราคาเฉพาะกลุ่ม และสิทธิ์ในการใช้งานระบบ
แค็ตตาล็อกสินค้า
แค็ตตาล็อกช่วยให้ผู้ทำธุรกิจขายส่งกำหนดสินค้าและราคาให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละกลุ่มได้ เช่น
- กำหนดราคาขายส่ง: ตั้งราคาเฉพาะสำหรับลูกค้าแต่ละกลุ่ม หรือกำหนดส่วนลดจากราคาปลีก และจำนวนการสั่งต่อ SKU ได้
- แสดงสินค้าแตกต่างกันตามกลุ่มลูกค้า: เลือกได้ว่าลูกค้ากลุ่มใดจะเห็นสินค้าและราคาชุดใด
- กำหนดราคาตามปริมาณ: ให้ส่วนลดเพิ่มเติมเมื่อลูกค้าสั่งซื้อสินค้าในจำนวนมากขึ้น
บัญชีลูกค้า
ระบบบัญชีลูกค้าช่วยให้สามารถแยกประสบการณ์ของลูกค้าธุรกิจออกจากลูกค้าทั่วไปได้ โดยยังใช้ร้านค้าออนไลน์เดียวกัน
เมื่อลูกค้าธุรกิจเข้าสู่ระบบ ก็สามารถดูสินค้าที่ได้รับอนุญาตให้ซื้อ ตรวจสอบราคา ดูประวัติการสั่งซื้อ และจัดการคำสั่งซื้อได้ด้วยตัวเอง ช่วยลดงานที่ต้องดำเนินการผ่านพนักงานในทุกขั้นตอน

6. ทำการตลาดและหาลูกค้าขายส่ง
เมื่อมีสินค้า โครงสร้างราคา และร้านค้าออนไลน์พร้อมแล้ว ขั้นตอนสำคัญต่อมาคือการหาลูกค้าที่เหมาะกับธุรกิจขายส่งและสร้างความสัมพันธ์ให้เกิดการสั่งซื้อซ้ำในระยะยาว
ใช้เว็บไซต์ให้เป็นประโยชน์
หากมีเว็บไซต์ที่ขายสินค้าให้ผู้บริโภคทั่วไปอยู่แล้ว สามารถต่อยอดมาเป็นช่องทางหาลูกค้าธุรกิจได้ โดยเพิ่มข้อมูลให้ชัดเจนว่าบริษัทเปิดรับคำสั่งซื้อขายส่ง
วิธีง่ายๆ คือเพิ่มข้อความหรือลิงก์ “ติดต่อสำหรับการขายส่ง” ไว้ในเว็บไซต์ เพื่อให้ร้านค้าปลีกหรือตัวแทนจำหน่ายที่สนใจสามารถติดต่อได้โดยตรง
นอกจากนี้ การสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักและมีเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือ ยังช่วยสร้างความมั่นใจให้กับร้านค้าที่กำลังพิจารณาสั่งซื้อสินค้าในปริมาณมาก

เข้าร่วมตลาดซื้อขายสินค้าขายส่ง
การนำสินค้าไปแสดงบนตลาดซื้อขายสำหรับธุรกิจเป็นอีกวิธีที่ช่วยให้เข้าถึงผู้ค้าปลีกและผู้ซื้อรายใหม่ได้มากขึ้น โดยสามารถเลือกช่องทางให้เหมาะกับประเภทสินค้าและกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
ก่อนเลือกใช้แต่ละแพลตฟอร์ม ควรศึกษาค่าธรรมเนียม เงื่อนไขการขาย และข้อจำกัดต่างๆ ให้ละเอียด โดยเฉพาะกรณีที่แพลตฟอร์มกำหนดเงื่อนไขด้านสิทธิ์การขายหรือการจัดจำหน่าย
เข้าร่วมงานแสดงสินค้า
งานแสดงสินค้าสำหรับธุรกิจเป็นช่องทางสำคัญในการสร้างเครือข่ายและพบปะกับผู้ซื้อโดยตรง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหาร แฟชั่น ของตกแต่งบ้าน และสินค้าเกษตรแปรรูป
การออกงานช่วยให้ผู้ประกอบการนำเสนอสินค้า เจรจากับเจ้าของร้านค้าและตัวแทนจำหน่าย รวมถึงรับฟังความคิดเห็นจากผู้ซื้อโดยตรง ซึ่งอาจนำไปสู่คำสั่งซื้อและความร่วมมือในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม การออกงานแสดงสินค้ามีค่าใช้จ่ายหลายด้าน ทั้งค่าเช่าพื้นที่ ค่าตกแต่ง ค่าขนส่งสินค้า และค่าใช้จ่ายของทีมงาน ก่อนตัดสินใจลงทุนจึงควรลองเข้าชมงานในฐานะผู้เข้าชมก่อน เพื่อประเมินว่ากลุ่มผู้ซื้อและลักษณะงานตรงกับเป้าหมายของธุรกิจขายส่งหรือไม่
ตัวอย่างการคำนวณผลตอบแทนจากการออกงาน
ผลตอบแทนจากการลงทุน (%) = [(รายได้จากงาน − ต้นทุนรวมของงาน) ÷ ต้นทุนรวมของงาน] × 100
- ต้นทุนรวม: ค่าเช่าพื้นที่ ค่าตกแต่ง ค่าขนส่ง ค่าจัดทำสื่อ ค่าจ้างทีมงาน และค่าใช้จ่ายด้านการตลาด
- รายได้รวม: ควรรวมทั้งยอดสั่งซื้อที่เกิดขึ้นภายในงานและยอดสั่งซื้อซ้ำจากร้านค้าหรือตัวแทนจำหน่ายที่ได้จากงานนั้นในช่วง 6-12 เดือนถัดมา
ใช้ข้อเสนอพิเศษเพื่อดึงดูดลูกค้า
เช่นเดียวกับการขายปลีก ลูกค้าธุรกิจก็ให้ความสนใจกับข้อเสนอที่ช่วยลดต้นทุนหรือเพิ่มความคุ้มค่าได้เช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อต้องทดลองสั่งซื้อสินค้าจากผู้ค้าส่งรายใหม่
ตัวอย่างข้อเสนอที่สามารถนำมาใช้ได้ ได้แก่
- กำหนดจำนวนสั่งซื้อขั้นต่ำในระดับที่เข้าถึงได้: ช่วยให้ลูกค้าใหม่ทดลองสั่งสินค้าโดยไม่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่
- โปรส่งฟรี: กำหนดเงื่อนไขตามยอดสั่งซื้อหรือพื้นที่จัดส่ง
- ส่วนลดเมื่อซื้อจำนวนมาก: ยิ่งสั่งมาก ราคาต่อหน่วยยิ่งลดลง
- รองรับช่องทางการชำระเงินหลายรูปแบบ: ช่วยให้ลูกค้าเลือกวิธีชำระเงินที่เหมาะกับธุรกิจของตน
- จัดชุดสินค้าในราคาพิเศษ: รวมสินค้าที่เกี่ยวข้องไว้ด้วยกันเพื่อเพิ่มมูลค่าต่อคำสั่งซื้อ
- โค้ดส่วนลดสำหรับการสั่งซื้อครั้งแรก: ช่วยลดอุปสรรคในการทดลองสั่งซื้อ
- ให้สินค้าตัวอย่าง: เหมาะสำหรับสินค้าที่ลูกค้าต้องการตรวจสอบคุณภาพก่อนสั่งซื้อจำนวนมาก
- มอบเครดิตสำหรับการสั่งซื้อครั้งถัดไป: ช่วยกระตุ้นให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ
อีกกลยุทธ์ที่หลายเจ้าชอบใช้คือดรอปชิป เพราะลูกค้าไม่ต้องสต็อกสินค้าเอง แค่รับออเดอร์ แล้วผู้ค้าส่งจัดส่งตรงถึงมือผู้ซื้อปลายทางให้ทันที ถือเป็นข้อเสนอที่ช่วยดึงลูกค้าปลีกเข้ามาได้ง่าย แถมยังลดต้นทุนให้ร้านค้าปลีกอีกด้วย
7. จัดการคำสั่งซื้อและการจัดส่งให้เป็นระบบ
เมื่อธุรกิจขายส่งเริ่มมีลูกค้าและคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น การจัดการสินค้าและการจัดส่งอย่างเป็นระบบจะกลายเป็นเรื่องสำคัญ การใช้เครื่องมือช่วยจัดการคำสั่งซื้อ การรวมรายการสั่งซื้อ และการเชื่อมข้อมูลกับคลังสินค้า จะช่วยลดงานที่ต้องทำด้วยมือและลดความผิดพลาด
Shopify Flow สามารถนำมาใช้สร้างกระบวนการทำงานอัตโนมัติ เช่น การจัดกลุ่มลูกค้าธุรกิจ การแจ้งเตือนเมื่อสินค้าใกล้หมด หรือการตรวจสอบคำสั่งซื้อบางประเภท นอกจากนี้ยังสามารถเชื่อมต่อกับระบบบริหารธุรกิจและระบบคลังสินค้าผ่านเครื่องมือเสริมที่เหมาะสม
ไม่ว่าจะเลือกบริหารคลังสินค้าด้วยตัวเองหรือใช้ผู้ให้บริการจัดเก็บและจัดส่งสินค้า สิ่งสำคัญคือระบบหลังบ้านควรเชื่อมข้อมูลสินค้าและคำสั่งซื้อเข้าด้วยกัน เพื่อให้สามารถตรวจสอบจำนวนสินค้าและสถานะการจัดส่งได้อย่างรวดเร็ว
การจัดการสต็อกสินค้า
การบริหารสต็อกที่ดีเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจขายส่ง เพราะการเก็บสินค้ามากเกินไปทำให้เงินทุนจม ขณะที่การเก็บน้อยเกินไปอาจทำให้สินค้าไม่พอส่งให้ลูกค้า
ควรนำข้อมูลยอดขายในอดีต แนวโน้มความต้องการ และฤดูกาลมาช่วยวางแผนการสั่งซื้อ รวมถึงกำหนดปริมาณสินค้าสำรองที่เหมาะสม เพื่อป้องกันปัญหาสินค้าขาดหรือค้างสต็อก
หากกำลังพิจารณาระหว่างการจัดการคลังสินค้าด้วยตัวเองกับการใช้ผู้ให้บริการภายนอก สิ่งสำคัญคือการเปรียบเทียบระหว่างการควบคุมงานกับความยืดหยุ่น
- การใช้ผู้ให้บริการภายนอกช่วยลดภาระเรื่องพื้นที่และการจัดการคลังสินค้า
- การบริหารคลังสินค้าเองช่วยให้ควบคุมกระบวนการต่างๆ ได้ละเอียดกว่า
ไม่ว่าจะเลือกวิธีใด การมีระบบติดตามสินค้าและคำสั่งซื้อที่ดีจะช่วยให้ธุรกิจขายส่งลดต้นทุน ลดความผิดพลาด และรองรับการเติบโตได้ง่ายขึ้น
การรักษาแบรนด์และสร้างพาร์ตเนอร์
ในการขายส่ง อย่าลืมรักษาภาพลักษณ์แบรนด์ให้คงที่ กำหนดกติกาชัดเจนเรื่องราคา เช่น นโยบาย MAP เพื่อป้องกันการตัดราคา
เตรียมสื่อการตลาดให้ร้านค้าพาร์ตเนอร์สามารถใช้ได้ เพื่อให้ข้อความและภาพลักษณ์ไปในทิศทางเดียวกัน นอกจากนี้ยังสามารถเสนอไอเดียทำแคมเปญร่วม เช่น โปรโมชั่นพิเศษ หรือการทำบันเดิลสินค้าสุดเอ็กซ์คลูซีฟ สิ่งเหล่านี้ช่วยสร้างความสม่ำเสมอ และสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวที่แข็งแรงกับคู่ค้า
8. ขยายทีมและระบบงานเมื่อธุรกิจเติบโต
ในช่วงเริ่มต้นธุรกิจขายส่งสามารถบริหารด้วยคนเพียงไม่กี่คนได้ แต่เมื่อจำนวนลูกค้าและคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น งานด้านการขาย คลังสินค้า การเงิน และการบริการลูกค้าก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
การมีทีมงานที่เหมาะสมจึงช่วยให้ธุรกิจรองรับการเติบโตได้ดีขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจขายส่งที่มีคำสั่งซื้อจำนวนมากและต้องดูแลลูกค้าธุรกิจหลายรายพร้อมกัน
ตัวอย่างตำแหน่งสำคัญเมื่อธุรกิจขายส่งในไทยเริ่มเติบโต ได้แก่
- ผู้ดูแลลูกค้ารายใหญ่: ดูแลความสัมพันธ์กับร้านค้าปลีก ร้านโชห่วย ห้างสรรพสินค้า หรือตัวแทนจำหน่าย รวมถึงติดตามยอดสั่งซื้อและเงื่อนไขการชำระเงิน
- หัวหน้าฝ่ายควบคุมคุณภาพ: ตรวจสอบสินค้าจากโรงงานหรือผู้ผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดก่อนส่งมอบให้ลูกค้า
- ผู้ประสานงานคลังสินค้าและขนส่ง: ดูแลคำสั่งซื้อ เอกสารการจัดส่ง และประสานงานกับผู้ให้บริการขนส่งให้สินค้าไปถึงลูกค้าตรงเวลา
- นักวิเคราะห์สต็อกสินค้า: วิเคราะห์ยอดขายและวางแผนปริมาณสินค้าในคลัง เพื่อป้องกันทั้งสินค้าขาดและสินค้าค้างสต็อก
- เจ้าหน้าที่ธุรการขายและการเงิน: ดูแลใบเสนอราคา ใบวางบิล ใบกำกับภาษี และติดตามการชำระเงินจากลูกค้าธุรกิจ
- ผู้พัฒนาธุรกิจ: ค้นหาคู่ค้ารายใหม่ ติดต่อร้านค้าและตัวแทนจำหน่าย รวมถึงหาโอกาสนำสินค้าเข้าสู่ช่องทางการขายใหม่ๆ
ไอเดียสินค้าขายส่งที่กำลังมาแรง
หากพูดถึงธุรกิจขายส่งในปัจจุบัน โอกาสในตลาดมีให้เลือกหลากหลายมาก ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการที่มีประสบการณ์อยู่แล้ว หรือคนที่เพิ่งเริ่มต้นทำธุรกิจ ก็สามารถต่อยอดกลุ่มสินค้าให้เหมาะกับความต้องการของตลาดได้ โดยเฉพาะสินค้าที่สามารถขายเป็นล็อตและมีโอกาสสั่งซื้อซ้ำ รวมถึงสินค้าภายใต้แบรนด์ของผู้ขายเองและสินค้าที่ผลิตให้กับแบรนด์อื่น
สื่อและอุปกรณ์การเรียน
ตลาดอุปกรณ์การศึกษา อุปกรณ์สำนักงาน และเครื่องเขียน เป็นหนึ่งในตลาดที่มีความต้องการซื้ออย่างต่อเนื่อง โดยมีกลุ่มลูกค้าหลักตั้งแต่โรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย หน่วยงานราชการ ไปจนถึงสถานศึกษาเอกชนทั่วประเทศ ช่วงเปิดภาคเรียนจึงเป็นช่วงสำคัญของผู้ประกอบการธุรกิจขายส่ง เพราะร้านค้าและหน่วยงานต่างๆ มักต้องสั่งซื้อสินค้าเป็นจำนวนมากเพื่อเตรียมไว้ใช้งาน
- อุปกรณ์ศิลปะและงานประดิษฐ์
- ซอฟต์แวร์การศึกษา
- ปากกา ดินสอ และเครื่องเขียน
- สมุด แฟ้ม และบายนเดอร์
- คอมพิวเตอร์
- เครื่องคิดเลข
- กระเป๋าเป้
- หนังสือเรียน
- กล่องข้าวกลางวัน
- ของเล่น เกม และพัซเซิล
ของแต่งบ้าน
ตลาดสินค้าเกี่ยวกับการปรับปรุงและของแต่งบ้านทั่วโลกมีมูลค่าทะลุ 1 ล้านล้านบาท ทำให้เป็นอีกกลุ่มที่เหมาะกับธุรกิจขายส่ง เพราะมีสินค้าหลากหลายระดับราคา และสามารถขายให้ทั้งร้านเฟอร์นิเจอร์ ร้านของแต่งบ้าน ผู้รับเหมา รวมถึงร้านค้าออนไลน์ได้
- งานศิลป์สำหรับตกแต่งผนัง
- เทียนหอม
- กระถาง แจกัน และต้นไม้
- วอลเปเปอร์และสีทาบ้าน
- พื้นไม้หรือวัสดุปูพื้น
- พรมและพรมปูทางเดิน
- หมอนอิงและผ้าห่ม
- เฟอร์นิเจอร์
- อุปกรณ์จัดเก็บและจัดระเบียบ
- โคมไฟและอุปกรณ์ส่องสว่าง
- ชุดเครื่องนอน
แฟชั่น
สินค้าแฟชั่นเป็นตลาดขนาดใหญ่และมีการซื้อขายอย่างต่อเนื่อง ดยคาดว่าจะมีมูลค่าเกือบ 2 ล้านล้านบาท อีกทั้งยังมีร้านค้าปลีกและร้านค้าออนไลน์จำนวนมากที่ต้องเติมสินค้าใหม่อยู่เสมอ จึงเป็นอีกหนึ่งหมวดที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มธุรกิจขายส่ง
- สินค้าสำหรับทารก
- สินค้าสำหรับเด็ก
- เสื้อผ้าสตรี
- เสื้อผ้าบุรุษ
- เสื้อผ้าแบบทางการ
- เสื้อผ้าแนวลำลอง
- ชุดออกกำลังกาย
- เสื้อผ้าทำงาน
- ผ้าพันคอ
- ผ้าและสิ่งทอ
- หมวก
- เครื่องประดับ
- รองเท้า
อาหารและเครื่องดื่ม
อาหารเป็นสินค้าที่มีความต้องการอยู่ตลอด เพราะเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคต้องซื้อซ้ำเป็นประจำ ขณะเดียวกันก็มีทั้งตลาดทั่วไปและตลาดสินค้าพรีเมียม จึงเหมาะกับธุรกิจขายส่งที่ต้องการสร้างรายได้จากการสั่งซื้อซ้ำในระยะยาว
- เครื่องดื่ม
- ผลิตภัณฑ์นม
- ไอศกรีม
- น้ำมันประกอบอาหาร
- เนื้อวัว
- เนื้อหมู
- เนื้อไก่
- อาหารทะเล
- อาหารแช่แข็ง
- ผลไม้และผักสด
- ขนมขบเคี้ยว
- ของหวาน
- อาหารออร์แกนิก
- อาหารโลว์คาร์บ
- ผลิตภัณฑ์คีโต
กระเป๋าถือและกระเป๋าสะพาย
กระเป๋าเป็นสินค้าที่มีทั้งตลาดแฟชั่นและตลาดใช้งานทั่วไป โดยคาดว่าจะเติบโตแตะ 71.2 พันล้านบาท จึงสามารถเจาะกลุ่มลูกค้าได้หลายประเภท ตั้งแต่ร้านแฟชั่น ร้านค้าออนไลน์ ไปจนถึงร้านของฝากและร้านค้าตามแหล่งท่องเที่ยว ทำให้เป็นอีกหนึ่งหมวดที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจขายส่ง
- กระเป๋าโท้ต (Totes)
- กระเป๋าคลัทช์ (Clutches)
- กระเป๋าผู้ชาย
- กระเป๋าเด็ก
- กระเป๋าสะพายข้อมือ (Wristlets)
- กระเป๋าลำลอง
- กระเป๋าเดินทาง
อุปกรณ์และของใช้ในครัวเรือน
อุปกรณ์ครัวและของใช้ภายในบ้านเป็นสินค้าที่มีความต้องการต่อเนื่อง ซึ่งสร้างรายได้มากกว่า 16 พันล้านบาทต่อปีทั่วโลก และสามารถขายให้กับร้านเครื่องครัว ร้านของใช้ในบ้าน ร้านอาหาร โรงแรม รวมถึงร้านค้าออนไลน์ได้ จึงเป็นอีกตลาดที่เหมาะกับการทำธุรกิจขายส่ง
- อุปกรณ์ครัว
- หม้อและกระทะ
- ชามและจาน
- ถาดเสิร์ฟ
- อุปกรณ์จัดเก็บและจัดระเบียบ
- ตู้และชั้นวาง
- มีด
- ผ้าและผ้าปูโต๊ะ
- โต๊ะอาหาร
- เก้าอี้
- เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัว
- แก้วน้ำและแก้วไวน์
สุขภาพ ฟิตเนส และความเป็นอยู่ที่ดี
กระแสการดูแลสุขภาพและการออกกำลังกายยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะสร้างรายได้เกือบ 9 ล้านล้านบาทในอีกไม่กี่ปี ทำให้สินค้าในกลุ่มนี้มีโอกาสเติบโต และเหมาะสำหรับธุรกิจขายส่งที่ต้องการจับตลาดร้านสุขภาพ ร้านขายอุปกรณ์ออกกำลังกาย ฟิตเนส และร้านค้าออนไลน์
- เครื่องนวด
- วิตามินและอาหารเสริม
- โลชั่นบำรุงผิว
- ครีมลดเลือนริ้วรอย
- ชุดบำรุงผิว
- อโรมาเธอราพี
- เสื้อผ้าออกกำลังกาย
- น้ำมันหอมระเหย
- เทียน ธูป
- ผลิตภัณฑ์อาบน้ำ
- อุปกรณ์โยคะ
- อุปกรณ์ออกกำลังกาย
- ผลิตภัณฑ์ความงามออร์แกนิก
อุปกรณ์สัตว์เลี้ยง
ตลาดสัตว์ในไทยเติบโตอย่างต่อเนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสัตว์เลี้ยงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ของเล่น อุปกรณ์ดูแลสุขภาพ หรือของใช้ต่างๆ ทำให้ตลาดนี้มีโอกาสสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มธุรกิจขายส่งโดยเฉพาะสินค้าที่มีการซื้อซ้ำเป็นประจำ
- ของเล่นสัตว์เลี้ยง
- ขนมสำหรับสัตว์เลี้ยง
- อาหารสัตว์เลี้ยง
- การดูแลสุขภาพ
- อุปกรณ์ทำความสะอาด
- อุปกรณ์กรูมมิง
- ชามและเครื่องให้อาหาร
- เสื้อผ้าและเครื่องประดับ
- สายจูง ปลอกคอ และสายรัด
- กรง ลัง และตู้ปลา
- เตียงและที่นอน
อุปกรณ์จัดงานปาร์ตี้
อุปกรณ์สำหรับจัดงานวันเกิด งานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ และงานเฉลิมฉลองต่างๆ เป็นอีกกลุ่มสินค้าที่มีความต้องการสม่ำเสมอ โดยเฉพาะจากร้านค้าปลีก ผู้จัดงาน โรงแรม และธุรกิจจัดเลี้ยง ซึ่งมักสั่งซื้อสินค้าเป็นจำนวนมาก จึงเหมาะกับธุรกิจขายส่งที่ต้องการเน้นการขายเป็นชุดหรือเป็นล็อต
- ลูกโป่ง
- ของชำร่วยงานปาร์ตี้
- ภาชนะใช้แล้วทิ้ง
- ของตกแต่งธีมงาน
- อุปกรณ์จัดเลี้ยง
- ฉากหลังถ่ายรูป
- ของตกแต่ง
- ของตกแต่งกลางโต๊ะ
- ไฟและเทียน
- ดอกไม้
- สติกเกอร์
- ชุดอุปกรณ์งานประดิษฐ์
ความท้าทายของธุรกิจขายส่งที่ควรรู้
แม้ธุรกิจขายส่งจะมีข้อดีหลายด้าน แต่ก็มีเรื่องที่ต้องวางแผนให้รอบคอบ โมเดลนี้มักอาศัยยอดขายจำนวนมากเพื่อชดเชยกำไรต่อชิ้นที่น้อยกว่าการขายปลีก ดังนั้นการควบคุมสต็อก กระแสเงินสด ต้นทุน และความสัมพันธ์กับร้านค้าจึงเป็นเรื่องสำคัญ
ความเสี่ยงด้านสต็อก
ธุรกิจขายส่งมักต้องซื้อหรือผลิตสินค้าจำนวนมากล่วงหน้า หากสินค้าเก็บไว้นานเกินไป ก็มีความเสี่ยงที่จะล้าสมัย เสียหาย หมดอายุ หรือขายไม่ออก เงินที่ลงทุนไปจึงอาจกลายเป็นต้นทุนจม
ในทางกลับกัน หากมีสินค้าในคลังน้อยเกินไป ก็อาจทำให้สินค้าขาดมือและเสียโอกาสในการขาย รวมถึงกระทบความเชื่อมั่นของลูกค้า ดังนั้นควรใช้ข้อมูลยอดขายที่ผ่านมาและแนวโน้มความต้องการของตลาดมาช่วยวางแผนการสั่งซื้อ
การจ่ายเงินล่าช้า
การขายให้ผู้บริโภคทั่วไปมักได้รับเงินทันที แต่ธุรกิจขายส่งมักมีการให้เครดิตแก่ร้านค้าหรือคู่ค้า เช่น 15, 30, 60 หรือ 90 วัน นั่นหมายความว่าธุรกิจอาจต้องส่งสินค้าออกไปก่อนและรอรับเงินภายหลัง
หากวางแผนกระแสเงินสดไม่ดี แม้จะมีคำสั่งซื้อจำนวนมาก แต่ธุรกิจอาจไม่มีเงินสดเพียงพอสำหรับซื้อสินค้าในรอบถัดไป จ่ายค่าขนส่ง หรือจ่ายค่าใช้จ่ายประจำ ดังนั้นก่อนให้เครดิตลูกค้า ควรประเมินความสามารถในการชำระเงินและกำหนดวงเงินให้เหมาะสม
แรงกดดันด้านกำไร
การตั้งราคาขายส่งต้องสร้างสมดุลระหว่างกำไรของผู้ขายกับกำไรของร้านค้าปลีก เพราะร้านค้าต้องเหลือส่วนต่างมากพอที่จะนำสินค้าไปขายต่อได้
นอกจากต้นทุนสินค้าแล้ว ยังต้องคำนึงถึงค่าบรรจุภัณฑ์ ค่าขนส่ง ค่าเก็บรักษาสินค้า ค่าแรง การคืนสินค้า และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ด้วย การรู้ต้นทุนที่แท้จริงจึงเป็นเรื่องสำคัญก่อนรับคำสั่งซื้อจำนวนมาก เพราะยอดขายที่สูงไม่ได้หมายความว่าจะมีกำไรสูงเสมอไป
ค่าปรับจากการผิดเงื่อนไขของร้านค้าปลีก
เมื่อธุรกิจขายส่งเริ่มทำงานกับห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีกรายใหญ่ หรือร้านค้าสมัยใหม่ อาจต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการรับสินค้าอย่างละเอียด เช่น การติดบาร์โค้ด การจัดเรียงสินค้า การบรรจุสินค้า การส่งมอบตามเวลาที่กำหนด รวมถึงเอกสารใบส่งของและใบกำกับภาษี
หากไม่เป็นไปตามข้อตกลง อาจเกิดค่าปรับหรือถูกหักเงินจากยอดวางบิลโดยตรง ซึ่งส่งผลต่อกำไรของธุรกิจ
นอกจากนี้ ยังควรศึกษารายละเอียดเรื่องส่วนลดทางการค้า ค่าใช้จ่ายสนับสนุนการขาย ค่ากระจายสินค้า และเงื่อนไขการคืนสินค้าที่ขายไม่ออกให้ชัดเจนก่อนทำสัญญา เพราะต้นทุนเหล่านี้อาจส่งผลต่อกำไรจริงของธุรกิจขายส่งมากกว่าที่คาดไว้
เริ่มธุรกิจขายส่ง B2B กับ Shopify ได้แล้ววันนี้
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การค้าขายผ่านอินเทอร์เน็ตช่วยให้แบรนด์ที่ขายตรงถึงผู้บริโภคสามารถเริ่มต้นและขยายธุรกิจได้รวดเร็วขึ้น ขณะเดียวกันธุรกิจขายส่งก็เริ่มเปลี่ยนจากการติดต่อซื้อขายแบบเดิมมาเป็นการทำธุรกิจผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น
การขายส่งผ่านช่องทางออนไลน์ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ทั้งผู้ค้าส่งและผู้ค้าปลีก ร้านค้าปลีกสามารถค้นหาสินค้าใหม่และสั่งซื้อได้สะดวกขึ้น ขณะที่ผู้ค้าส่งสามารถลดภาระด้านการขายและการตลาด พร้อมเข้าถึงร้านค้าจำนวนมากขึ้นโดยไม่ต้องมีทีมขายขนาดใหญ่
ทำไม Shopify B2B จึงเหมาะกับธุรกิจขายส่ง
- จัดการธุรกิจได้จากที่เดียว: รองรับทั้งร้านค้าออนไลน์ การรับคำสั่งซื้อ การชำระเงิน และการจัดการงานขาย
- ให้ลูกค้าสั่งซื้อได้ด้วยตัวเอง: ลูกค้าธุรกิจสามารถเลือกสินค้า ดูราคาที่กำหนดไว้สำหรับแต่ละกลุ่ม และชำระเงินตามเงื่อนไขที่ตกลงกันได้
- กำหนดราคาและส่วนลดได้ยืดหยุ่น: สามารถตั้งราคาต่างกันตามกลุ่มลูกค้า ปริมาณการสั่งซื้อ หรือเงื่อนไขทางธุรกิจ
- รองรับการขยายธุรกิจ: เมื่อธุรกิจขายส่งเติบโตขึ้น สามารถเพิ่มเครื่องมือและเชื่อมต่อระบบอื่นเพื่อรองรับการทำงานที่ซับซ้อนมากขึ้น
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับธุรกิจขายส่ง
ข้อดีของการทำธุรกิจขายส่งมีอะไรบ้าง?
ธุรกิจขายส่งช่วยให้ผู้ประกอบการขายสินค้าได้ครั้งละจำนวนมาก ลดต้นทุนต่อหน่วย และสร้างรายได้จากลูกค้าธุรกิจที่มีโอกาสสั่งซื้อซ้ำ นอกจากนี้ยังสามารถใช้เครือข่ายของร้านค้าปลีกช่วยกระจายสินค้าไปยังผู้บริโภคในพื้นที่ต่างๆ ได้อีกด้วย
ธุรกิจแบบไหนบ้างที่ทำแบบขายส่งได้?
ธุรกิจหลายประเภทสามารถใช้โมเดลขายส่งได้ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจที่ขายสินค้าแบบไวท์เลเบลหรือไพรเวทเลเบล ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย ซัพพลายเออร์ ผู้นำเข้า-ส่งออก ในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น เสื้อผ้า อิเล็กทรอนิกส์ อาหาร และเวชภัณฑ์ พูดง่ายๆ คือ อุตสาหกรรมใดที่ผลิตสินค้าในปริมาณมากได้ ก็สามารถเข้ามาอยู่ในโมเดลขายส่งได้
ความท้าทายของธุรกิจขายส่งคืออะไร?
ความท้าทายหลัก ได้แก่ การบริหารคำสั่งซื้อจำนวนมาก การควบคุมสต็อก การตั้งราคาให้แข่งขันได้ การบริหารกระแสเงินสดและเครดิตลูกค้า รวมถึงการรักษาความสัมพันธ์กับร้านค้าปลีก หากต้องการให้ธุรกิจขายส่งเติบโตในระยะยาว จึงควรวางระบบหลังบ้านและกำหนดเงื่อนไขทางธุรกิจให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น
ขายส่ง กับ ขายปลีก แตกต่างกันยังไง?
ธุรกิจขายส่งกับขายปลีกต่างกันตรงกลุ่มลูกค้าและวิธีการขาย ขายส่งขายสินค้าเป็นล็อตให้ธุรกิจอื่นในราคาที่ถูกกว่า ขณะที่ขายปลีกขายสินค้าเป็นชิ้นๆ ให้กับผู้บริโภคในราคาที่บวกกำไรเข้าไป ขายส่งจึงเป็นเหมือนโซลูชันซัพพลายเชนที่ต้นทุนต่ำสำหรับผู้ค้าปลีก ซึ่งต่อมาก็จะนำสินค้าไปตอบโจทย์ผู้บริโภคแต่ละราย
ธุรกิจเล็กๆ จะเริ่มการขายส่งได้ยังไงบ้าง?
ธุรกิจขนาดเล็กสามารถเริ่มธุรกิจขายส่งได้โดยเลือกสินค้าที่มีความต้องการในตลาด หาผู้ผลิตหรือแหล่งสินค้า ตั้งราคาที่เหมาะสม และกำหนดจำนวนสั่งซื้อขั้นต่ำที่ไม่สูงจนเกินไป จากนั้นจึงสร้างร้านค้าออนไลน์และติดต่อร้านค้าปลีกที่มีโอกาสเป็นลูกค้า
การเริ่มจากคำสั่งซื้อขนาดเล็กเพื่อทดสอบตลาดก่อน จะช่วยลดความเสี่ยงด้านสต็อกและทำให้เห็นว่าร้านค้าต้องการสินค้าหรือเงื่อนไขแบบใด
ธุรกิจขายส่งแบบไหนกำไรมากที่สุด?
ธุรกิจขายส่งที่ทำกำไรสูงมักอยู่ในตลาดใหญ่ที่มีการเติบโตและมีดีมานด์สูงอย่างต่อเนื่อง เช่น สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี แฟชั่น ของแต่งบ้าน อาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยง นอกจากนี้ สื่อการเรียนการสอนและอุปกรณ์ปาร์ตี้ก็เป็นตลาดที่มีความต้องการสม่ำเสมอและมีโอกาสสั่งซ้ำสูง เหมาะกับการสร้างรายได้ระยะยาว
วิธีเริ่มต้นเป็นผู้ค้าส่ง ต้องทำยังไง?
เริ่มจากเลือกกลุ่มสินค้าที่ต้องการขาย จากนั้นหาผู้ผลิตหรือแหล่งสินค้าที่น่าเชื่อถือ ตรวจสอบต้นทุนและคุณภาพ แล้วกำหนดราคาขายส่ง จำนวนสั่งซื้อขั้นต่ำ และเงื่อนไขการชำระเงินให้ชัดเจน
หลังจากนั้นสามารถสร้างร้านค้าออนไลน์สำหรับลูกค้าธุรกิจด้วย Shopify นำสินค้าไปแสดงบนตลาดซื้อขายออนไลน์ หรือเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเพื่อพบกับผู้ค้าปลีกและตัวแทนจำหน่ายโดยตรง
ต้องใช้เงินเท่าไหร่ในการเริ่มธุรกิจขายส่ง?
จริงๆ แล้วไม่จำเป็นต้องมีงบก้อนโต เพราะปัจจุบันแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่าง Shopify ทำให้การเปิดร้านออนไลน์ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นต่ำมาก ต้นทุนที่ใช้จะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับผลิตสินค้าเองหรือซื้อมาจากซัพพลายเออร์ ถ้าอยากลดค่าใช้จ่าย ลองเริ่มจากสินค้าชิ้นเล็ก น้ำหนักเบา มีกำไรสูง และหาซัพพลายเออร์ที่ยืดหยุ่น ปัจจุบันหลายมาร์เก็ตเพลสก็รองรับการสั่งขั้นต่ำ ที่ต่ำ ทำให้สามารถทดสอบตลาดได้โดยไม่ต้องลงทุนสูงตั้งแต่แรก
ผู้ค้าส่งกับผู้จัดจำหน่ายต่างกันอย่างไร?
ผู้จัดจำหน่ายมักเป็นตัวแทนของผู้ผลิตรายใดรายหนึ่งหรือหลายราย และมีบทบาทในการกระจายสินค้าไปยังช่องทางขายต่างๆ ส่วนผู้ค้าส่งมักซื้อสินค้าจากผู้จัดจำหน่ายหรือผู้ผลิตโดยตรง แล้วนำไปขายต่อให้ร้านค้าปลีกในปริมาณมาก สำหรับธุรกิจนำเข้า-ส่งออก จะเน้นการเชื่อมการค้าระหว่างประเทศเป็นหลัก
จะเริ่มธุรกิจขายส่งเสื้อผ้าได้อย่างไร?
เริ่มจากเลือกกลุ่มเสื้อผ้าที่ต้องการขาย เช่น เสื้อผ้าเด็ก เสื้อผ้าสตรี ชุดออกกำลังกาย หรือเสื้อผ้าทำงาน จากนั้นหาแหล่งผลิตหรือผู้จำหน่ายที่เหมาะสม และเปรียบเทียบราคา จำนวนสั่งซื้อขั้นต่ำ คุณภาพ และระยะเวลาการผลิต
เมื่อได้สินค้าแล้ว สามารถสร้างร้านค้าออนไลน์สำหรับลูกค้าธุรกิจ นำสินค้าไปขายผ่านตลาดซื้อขายสินค้าแบบขายส่ง หรือเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเพื่อพบกับร้านค้าปลีกและตัวแทนจำหน่ายโดยตรง การกำหนดราคาที่ทำให้ทั้งผู้ค้าส่งและร้านค้าปลีกมีกำไร จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของธุรกิจขายส่งเสื้อผ้าในระยะยาว

