การจำหน่ายสิ่งที่เราปลูกให้ทั้งความพึงพอใจส่วนตัวและโอกาสในการทำกำไรเนื่องจากตลาดปัจจุบันมีความต้องการสูงสำหรับผลผลิตสดใหม่จากฟาร์ม ผลิตภัณฑ์แปรรูปเพิ่มมูลค่าอย่างสบู่และแยม รวมถึงการท่องเที่ยวเชิงเกษตร (การเยี่ยมชมฟาร์มท้องถิ่น) ซึ่งข้อมูลที่มีแสดงให้เห็นว่าการขายตรงสู่ผู้บริโภคสามารถสร้างรายได้ได้ดีกว่า เมื่อเทียบกับการพึ่งพาช่องทางการจัดจำหน่ายแบบขายส่ง
โดยจากการสำรวจเกษตรกรรมปี 2022 (เผยแพร่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2024) พบว่าฟาร์มต่าง ๆ จำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารด้วยมูลค่ารวมสูงถึง 1.75 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 5.8 แสนล้านบาท) ผ่านช่องทางการตลาดโดยตรง ซึ่งเป็นมูลค่าที่เพิ่มขึ้นถึง 25% นับตั้งแต่ปี 2017
ด้วยเหตุนี้หากกำลังมองหาวิธีสร้างรายได้จากธุรกิจฟาร์มหรือแม้แต่การทำฟาร์มเป็นงานอดิเรก ต่อไปนี้จึงจะเป็นไอเดียต่าง ๆ พร้อมตัวอย่างจากธุรกิจบน Shopify ซึ่งหลายแห่งก็ยังจะสามารถสร้างรายได้จากการทำฟาร์มแม้ผ่านพ้นจากฤดูกาลเพาะปลูกไปแล้วด้วย
10 วิธีสร้างรายได้จากการทำฟาร์ม
- ผลิตภัณฑ์แปรรูปเพิ่มมูลค่า
- ตลาดนัดเกษตรกร
- เกษตรกรรมที่ได้รับการสนับสนุนจากชุมชน
- ฟาร์มสเตย์
- คลาสเรียนและทัศนศึกษา
- การเลี้ยงผึ้ง
- ดอกไม้
- กล่องเนื้อสัตว์คัดสรร
- แกะ
- ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว
นี่คือ 10 วิธีสร้างรายได้จากการทำฟาร์มเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับธุรกิจฟาร์มใหม่ หรือเพื่อช่วยขยายแหล่งรายได้จากการทำฟาร์มเดิม
1. ผลิตภัณฑ์แปรรูปเพิ่มมูลค่า
หากเคยแวะซื้อผักผลไม้ที่ร้านค้าของฟาร์มแล้วเห็นขนมปังอบสด ผลิตภัณฑ์หมักดอง หรือเนยถั่ววางขาย ก็จะพบว่าผลิตภัณฑ์แปรรูปเพิ่มมูลค่าเหล่านี้เป็นไอเดียที่ดีสำหรับฟาร์มที่จำหน่ายสินค้าในตลาดเกษตรแบบขายส่งอยู่เป็นทุนเดิม เนื่องจากจะได้ทำหน้าที่เป็นทั้งผู้แปรรูปสินค้าและผู้ค้าปลีกเอง
ในขณะเดียวกันผลิตภัณฑ์แปรรูปเพิ่มมูลค่าก็จะสามารถช่วยเพิ่มผลกำไรได้ เนื่องจากจะ "ขายได้ในราคาที่สูงกว่าค่าวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว ทำให้เกษตรกรและเจ้าของฟาร์มปศุสัตว์เพิ่มผลกำไรได้จากเดิม" ตามที่ National Sustainable Agriculture Coalition องค์กรสนับสนุนฟาร์มขนาดเล็กและขนาดกลางกล่าวไว้
ตัวอย่างเช่น Terre Bleu ฟาร์มลาเวนเดอร์ออร์แกนิกที่ดำเนินการโดย Ian และ Isabelle Baird ใกล้เมือง Milton รัฐ Ontario ที่เริ่มจำหน่ายแยมผสมลาเวนเดอร์ บอดี้บัตเตอร์ และขนมขบเคี้ยวเพื่อจุนเจือค่าใช้จ่ายของฟาร์มในช่วงนอกฤดูกาล
"ตอนนี้เราสามารถขายของได้ตลอดฤดูหนาว" Ian กล่าวในบทสัมภาษณ์หนึ่งในปี 2019 สำหรับซีรีส์ Founder Stories ของ Shopify "แล้วเราก็เข้าร่วมแคมเปญ Black Friday เมื่อปีที่แล้วด้วย ซึ่งก็ได้ผลดีมากสำหรับเรา"
2. ตลาดนัดเกษตรกร
แทนที่จะจำหน่ายสินค้าให้กับผู้ค้าส่งที่จะนำผลิตภัณฑ์ไปขายต่อในราคาที่สูงขึ้น ผู้ประกอบการฟาร์มสามารถเก็บส่วนต่างกำไรไว้เองด้วยการจำหน่ายสินค้าที่ตลาดนัดเกษตรกร ซึ่งเมื่อผู้บริโภคที่จับจ่ายใช้สอยตามตลาดนัดเกษตรกรเองมักมองหาผลิตภัณฑ์ farm-to-table สดที่ปลูกในท้องถิ่น ทิศทางนี้จึงจะเป็นสถานการณ์ที่ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์
โดยวิธีหนึ่งที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการโดดเด่นในตลาดนัดเกษตรกรคือการมุ่งเน้นไปที่พืชผลพิเศษ ตลาดเฉพาะกลุ่ม (เช่น แป้งข้าวโอ๊ตบดมือ หรือกราโนล่าปลอดกลูเตน) วิธีการทำฟาร์มเฉพาะตัว อย่างเนื้อจากพันธุ์วัวที่เลี้ยงด้วยหญ้า รวมไปถึงเห็ดที่สามารถปลูกได้ในฟาร์มขนาดเล็ก ดอกไม้กินได้ และผักไมโคร ซึ่งทั้งหมดนี้จะสามารถจำหน่ายได้ในราคาพรีเมียม ทำให้ฟาร์มสามารถสร้างรายได้เพียงพอที่จะดำเนินธุรกิจของตนต่อไป
นอกจากนี้หากฟาร์มอยู่ใกล้เขตเมือง ก็ยังจะสามารถใช้แผงขายเพื่อให้บริการร้านอาหารท้องถิ่นและทำข้อตกลงแบรนด์ร่วมกันด้วย กล่าวคือฟาร์มอาจถูกการกล่าวถึงในเมนูร้านอาหาร ในขณะที่ทางฟาร์มเองก็จะสามารถอ้างอิงร้านอาหารที่ใช้ผลิตภัณฑ์ในสื่อการตลาดได้
3. เกษตรกรรมที่ได้รับการสนับสนุนจากชุมชน
เกษตรกรรมที่ได้รับการสนับสนุนจากชุมชน (Community-supported agriculture หรือ CSA) คล้ายกับโมเดลธุรกิจแบบระดมทุน ซึ่งนับเป็นวิธีที่มีประโยชน์ในการหาทุนสำหรับการทำสวนสำหรับตลาด (market garden) หรือฟาร์มขนาดเล็กที่ขายตรงให้ผู้บริโภคเป็นครั้งแรกหากไม่มีเงินทุนเพียงพอ โดยในโมเดล CSA สมาชิกจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายของฟาร์มในรูปแบบการสมัครสมาชิก ซึ่งจะทำให้มีสิทธิ์ได้รับส่วนแบ่งผลผลิตจากการเก็บเกี่ยว ซึ่งกล่อง CSA จะเป็นส่วนแบ่งผลผลิตที่ผู้สนับสนุนแต่ละคนจะได้รับหลังจากฤดูกาลเพาะปลูก
ดังนั้นหากสนใจผู้ประกอบการจึงจะสามารถมุ่งเน้นโปรแกรม CSA ไปที่เนื้อสัตว์, ผัก, ผลไม้ หรือผลผลิตแบบผสมกันก็ได้ โดยโปรแกรมสมาชิก CSA หลายแห่งก็มีตัวเลือกเพื่อเพิ่มผลิตภัณฑ์แปรรูปเพิ่มมูลค่าของฟาร์ม เช่น สินค้าในครัว น้ำมันแปรรูป หรือผลไม้อบแห้งลงในกล่องที่ได้รับด้วย ตัวอย่างเช่น Frog Hollow Farm ในเมือง Brentwood รัฐ California ที่นำเสนอการสมัครสมาชิก CSA ผลไม้สดพร้อมบริการรับสินค้าในพื้นที่ท้องถิ่นหรือทางไปรษณีย์ นอกจากนี้ยังมีร้านค้าออนไลน์ขายผลิตภัณฑ์แปรรูปเพิ่มมูลค่าอีกหลากหลายชนิด
4. ฟาร์มสเตย์
ฟาร์มสเตย์หรือการทำให้ฟาร์มกลายเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับการพักผ่อน ความบันเทิง และ/หรือการศึกษา อยู่ภายใต้หมวดหมู่ใหญ่ของการท่องเที่ยวเชิงเกษตร โดยอาจสามารถสร้างในรูปแบบการให้เช่ากระท่อม พื้นที่ตั้งแคมป์ หรือที่พักพร้อมอาหารเช้า (bed and breakfast) ขนาดเล็กภายในอาณาเขตฟาร์ม
นอกจากนี้หากเสนอกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรอื่น ๆ เช่น u-pick (การให้ผู้มาเยือนเก็บผลผลิตเอง) กิจกรรม หรือแพ็กเกจการพักผ่อน การมีที่พักก็จะสามารถเพิ่มรายได้และให้โอกาสผู้มาเยือนได้สัมผัสชีวิตประจำวันในฟาร์มด้วย
เพราะเมื่อยักษ์ใหญ่ในธุรกิจที่พักอย่าง Airbnb ถึงขนาดมีตัวกรองหมวดหมู่ "ฟาร์มสเตย์" ในตัว พร้อมการจองที่พักในฟาร์มมากกว่า 7,000 แห่งในสหรัฐอเมริกาในปี 2021 ตามรายงานปี 2022 ซึ่งเป็นจำนวนที่พักที่เพิ่มขึ้นถึง 40% จากปี 2019 โฮสต์ที่พักในฟาร์มในสหรัฐฯ จึงจะสร้างรายได้โดยเฉลี่ยกว่า 10,300 ดอลลาร์ในปี 2021 (3.09 แสนบาท) ผู้ประกอบการจึงอาจอนุมานได้ว่าที่พักในฟาร์มมีอุปสงค์จากตลาดนักท่องเที่ยว และเป็นวิธีที่ดีในการเพิ่มรายได้ของฟาร์มหากมีพื้นที่และความสนใจในการเป็นเจ้าของที่พักอย่าง
แท้จริง
5. คลาสเรียนและทัศนศึกษา
เวิร์กช็อปเชิงศึกษา กิจกรรมทัศนศึกษาสำหรับโรงเรียนท้องถิ่น และทัวร์ชมฟาร์ม ล้วนเป็นกิจกรรมแบบพบปะตัวต่อตัวภายใต้หมวดหมู่ของการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ตัวอย่างเช่น Alpine Village School & Farms ในเมือง Hayden รัฐ Idaho ที่ทำให้การศึกษาเป็นศูนย์กลางของฟาร์ม ผ่านโรงเรียนธรรมชาติสำหรับเด็กและโรงเรียนป่าไม้สำหรับครอบครัว ซึ่งนับเป็นการสร้างรายได้เพิ่มเติม ทั้งจากการจำหน่ายไข่ออร์แกนิกผ่านการเลี้ยงแบบปล่อยอิสระ (เฉพาะในท้องถิ่น) เสื้อผ้าตีแบรนด์ฟาร์ม และบริการจัดเวิร์กช็อปแบบเสียค่าใช้จ่ายเพื่อสอนทักษะต่าง ๆ เช่น การแปรรูปนมดิบ การทำเทียนและสบู่ รวมถึงการหมักนั่นเอง
6. การเลี้ยงผึ้ง
นอกจากนี้การเพาะเลี้ยงผึ้งก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในการเริ่มทำฟาร์มหรือขยายขีดความสามารถของฟาร์มที่มี โดยสามารถจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดิบอย่างน้ำผึ้งในตลาดขายส่ง ตลาดนัดเกษตรกรท้องถิ่น หรือผ่านร้านอีคอมเมิร์ซของตัวเองได้ นอกจากนี้ยังสามารถทำสินค้าแปรรูปเพิ่มมูลค่าแบบ Farm to Table เช่น เทียนขี้ผึ้ง โลชั่นบำรุงผิว และผลิตภัณฑ์อาหารพิเศษอย่างน้ำผึ้งรสเผ็ดอีกเช่นกัน
Tique Chandler แห่ง Chandler Honey เองเติบโตมาพร้อมกับการเลี้ยงผึ้งในฟาร์มน้ำผึ้งของครอบครัวที่มีอายุเกือบ 100 ปี โดยปัจจุบันมุ่งเน้นไปที่ผู้บริโภคที่ "ยินดีใช้จ่ายในอัตราที่สูงขึ้นเพื่อผลิตภัณฑ์น้ำผึ้งและการลงทุนกับผู้เลี้ยงผึ้งท้องถิ่น" เธอกล่าวในตอนหนึ่งของ Shopify Masters โดยเธอจะทำหน้าที่จัดหาน้ำผึ้งทั้งหมดสำหรับผลิตภัณฑ์จากฟาร์มน้ำผึ้งของครอบครัวใน Alberta ประเทศแคนาดา และเพิ่มมูลค่าให้สินค้าผ่านการผสมน้ำผึ้งกับส่วนผสมต่าง ๆ เช่น เปลือกส้ม หรือฝักวานิลลา
7. ดอกไม้
ตามรายงานของกระทรวงเกษตรยอดขายไม้ตัดดอกในสหรัฐอเมริกามีมูลค่าสูงถึง 763 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.289 หมื่นล้านบาท) ในปี 2022 ซึ่งเป็นมูลค่าที่เพิ่มขึ้นถึง 90 ล้านดอลลาร์ (ราว 2700 ล้านบาท) จากปี 2017 บ่งชี้ถึงคุณลักษณะในฐานะพืชผลที่ขยายสเกลการผลิตได้ จึงจะเป็นการเกษตรที่สามารถเริ่มต้นในฐานะโครงการเสริมและขยายตัวต่อไปเมื่อเรียนรู้ว่าดอกไม้พันธุ์ใดเติบโตได้ดีที่สุดในพื้นที่และร้านดอกไม้ท้องถิ่นต้องการผลิตภัณฑ์ชนิดใด
นอกจากนี้ดอกไม้ยังเป็นตัวเลือกสำหรับกล่องสมาชิกแบบ CSA ที่สามารถขายตรงสู่ผู้บริโภคหรือผ่านร้านค้าท้องถิ่นด้วย เช่น นอกเหนือจากกล่องพืชผลสำหรับสมาชิกแล้ว Siena Farms ในเมือง Sudbury รัฐ Massachusetts ก็ยังเสนอส่วนแบ่ง CSA เป็นดอกไม้ให้กับตลาดท้องถิ่นด้วยนั่นเอง
ทั้งนี้หากผู้ประกอบการกลายมาเป็นทั้งช่างดอกไม้และเกษตรกรไม้ดอก ก็ยังจะสามารถจำหน่ายดอกไม้ในราคาปลีกที่สูงขึ้นได้อีก โดยอาจทดลองจัดและจำหน่ายดอกไม้จากฟาร์มเองสำหรับใช้งานในอีเวนต์ต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งการขยายธุรกิจฟาร์มไปสู่การท่องเที่ยวเชิงเกษตรโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกิจกรรมพิเศษและงานแต่งงานที่ผู้มาเยือนสามารถสัมผัสประสบการณ์ฟาร์มที่ปลูกดอกไม้ได้ด้วยตนเอง
8. กล่องเนื้อสัตว์คัดสรร
กล่องเนื้อสัตว์คัดสรรคล้ายกับกล่อง CSA สำหรับเนื้อสัตว์ ที่มักผลิตด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การเลี้ยงด้วยหญ้า, การเกษตรฟื้นฟู, ปลอดยาปฏิชีวนะ หรือการเกษตรอินทรีย์ โดยบางแห่งยังเสนอวิธีการสั่งซื้อส่วนแบ่งของสัตว์ทั้งตัว ซึ่งให้ลูกค้าเข้าถึงเนื้อสัตว์สดจากฟาร์มคุณภาพสูงและช่วยให้เกษตรกรเก็บกำไรไว้ได้มากขึ้นแทนที่จะปล่อยให้ส่วนต่างกำไรค้าปลีกตกเป็นของร้านขายของชำด้วย เช่น Ballerina Farm และ Source Farms ที่ต่างจำหน่ายกล่องเนื้อสัตว์คัดสรรผ่านร้านค้าอีคอมเมิร์ซ
Ballerina Farm เป็นธุรกิจที่หลัก ๆ แล้วเป็นฟาร์มปศุสัตว์และฟาร์มนมในทางตอนเหนือของรัฐ Utah ที่จำหน่ายกล่องสมาชิกอย่างกล่อง "Readymade" คัดสรร และกล่อง "Build a box" ที่ผู้ซื้อสามารถปรับแต่งได้ ในขณะที่ Source Farms เป็นฟาร์มปศุสัตว์ใน Willamette Valley รัฐ Oregon ที่มุ่งเน้นวิธีการทำฟาร์มแบบฟื้นฟูและนำเสนอกล่องคัดสรรและส่วนแบ่งเนื้อสัตว์ท้องถิ่น
9. แกะ
หากไม่ต้องการปลูกพืชผล ผู้ประกอบการยังจะสามารถลงมือเลี้ยงแกะ แล้วจึงสร้างผลิตภัณฑ์แปรรูปเพิ่มมูลค่าอย่างชีสนมแกะ, สบู่นมแกะ, หนังแกะ และด้ายขนแกะเพื่อจำหน่าย โดยสามารถจำหน่ายให้กับผู้จัดจำหน่ายและผู้ค้าส่ง หรือทำการจำหน่ายเองในอัตรากำไรที่สูงขึ้น (แม้ปริมาณอาจน้อยกว่า) ทั้งนี้การเชิญผู้มาเยือนให้รับชมหรือเรียนรู้กระบวนการทำด้ายไปด้วยกันก็อาจเป็นวิธีผสมผสานการท่องเที่ยวเชิงเกษตรเข้ากับธุรกิจเช่นกัน
10. ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว
ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวแปรรูปเพิ่มมูลค่าเป็นส่วนหนึ่งของกระแสความงามแบบ clean และกระบวนการ Farm to Shelf ซึ่งสินค้าจะผลิตจากส่วนผสมธรรมชาติปลอดสารพิษจากฟาร์ม กล่าวคือหากผู้ประกอบการมีผลิตภัณฑ์จากฟาร์มอย่างขี้ผึ้ง, น้ำผึ้ง, มันสัตว์, น้ำมันมะกอก, สมุนไพร และพืชอื่น ๆ ก็นับว่ามีส่วนผสมสำคัญสำหรับตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลผิวจากฟาร์มที่กำลังเติบโตแล้ว
โดยที่ Summer Solace Tallow ใน Oakland รัฐ California เจ้าของอย่าง Megan Bre Camp ออกคอลเลกชันผลิตภัณฑ์ดูแลผิวจากมันสัตว์ ผ่านการหลอมมันสัตว์ด้วยมือจากฟาร์มปศุสัตว์ใกล้เคียงเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ก่อนจะขยายไลน์สินค้าไปสู่เทียน, ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว, ครีมกันแดด และแม้แต่หนังแกะฟอกแบบธรรมชาติ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการสร้างรายได้จากการทำฟาร์ม
ทำฟาร์มอะไรได้เงินมากที่สุด
การขายตรงให้ผู้บริโภคเป็นหนึ่งในแหล่งรายได้ที่ทำกำไรได้มากที่สุดสำหรับธุรกิจฟาร์ม ตัวอย่างเช่น การผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารจากวัตถุดิบ การเสนอประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่ฟาร์ม หรือการจำหน่ายพืชผลโดยตรงให้กับผู้บริโภคที่ตลาดนัดเกษตรกร ล้วนมีอัตรากำไรที่สูงกว่าการจำหน่ายสินค้าแบบขายส่ง
จะสร้างรายได้จากพื้นที่ 50 ไร่ได้อย่างไร
พื้นที่ประมาณ 50 ไร่ถือว่าเพียงพอสำหรับพัฒนาเป็นฟาร์มขนาดเล็กถึงกลางที่สร้างรายได้ได้หลายทาง เช่น ปลูกผัก ผลไม้ หรือสมุนไพรเพื่อขายให้ตลาดชุมชน ร้านอาหาร หรือขายตรงผ่านออนไลน์ รวมถึงทำระบบสมาชิกส่งผลผลิตเป็นรายสัปดาห์ให้ลูกค้าในพื้นที่
นอกจากนี้ยังสามารถเลี้ยงสัตว์ในขนาดที่เหมาะสม เช่น ไก่ไข่ แพะ หรือแกะ หรือพัฒนาพื้นที่บางส่วนเป็นกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงเกษตร เช่น เวิร์กช็อปในฟาร์ม คาเฟ่ ที่พักแบบฟาร์มสเตย์ หรือกิจกรรมสำหรับครอบครัว เพื่อเพิ่มช่องทางรายได้จากพื้นที่เดียวกัน
มีเพียงฟาร์มขนาดใหญ่เท่านั้นหรือที่ทำกำไรได้
พื้นที่ที่มีไม่ได้กำหนดว่าธุรกิจหนึ่งจะทำกำไรได้มากแค่ไหน แต่เป็นแผนธุรกิจที่สามารถกำหนดได้ โดยการเสริมยอดขายผลผลิตด้วยการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ผลิตภัณฑ์แปรรูปเพิ่มมูลค่า และการขายออนไลน์จะสามารถช่วยให้ฟาร์มขนาดเล็กประสบความสำเร็จ

